ยินดีต้อนรับทุกท่านนะค่ะ โอกาสหน้าแวะมาเยี่ยมเราอีกนะค่ะ ที่นี้เลย www.happy-111.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

กลเม็ด แอ๊บ...ผอม


1. การบริโภคและโภชนาการ
1.1 ใช้ "มือ" เป็นเครื่องตวงอาหาร โดยกะสัดส่วนอาหารที่จะบริโภคในจานไม่ให้เกิน 1 ฝ่ามือ (ทั้งหมดของจานนะจ๊ะ ไม่ใช่แต่ละอย่าง)
1.2 แทนที่จะคว้าคุกกี้เข้าปากเป็นอาหารว่างก็เปลี่ยนเป็นผลไม้อบแห้งแทน แคเลอรี่น้อยกว่ากันเยอะเลย
1.3 อย่ากินจน "จานสะอาด" ทุกครั้ง หัดเหลือติดก้นจานไว้บ้างเพราะคนผอมมักชอบกินแล้วเหลือ ถ้ามัวเสียดายของนี่แหละทำให้ใส่ทุกอย่างลงท้องหมด แล้วรีบเรียกคนมาเก็บจานไปให้พ้นๆหน้าเสียเร็วๆ
1.4เอาข้าวและของว่างจากบ้านไปกินที่ทำงานจะประหยัดได้ทั้งเงินและแคลอรี่และไม่ต้องวิ่งหาขนมหวานๆกินตอนบ่ายด้วย

2. แต่งตัวพรางให้ดูผอม
2.1ใส่ชุดดำ โดยเฉพาะชุดติดกันแบบ little black dress ช่วยให้รูปร่างดูผอมเพรียวขึ้นมาทันที และสีดำก็เป็นสีที่ช่วยให้ผอมทันใจที่สุด

2.2 อย่าใส่กำไลข้อเท้า มันทำให้ขาคุณดูสั้นลงและกว้างขึ้น ไม่ควรเน้นส่วนแขนขาในการแต่งกายหากคุณเป็นคนเจ้าเนื้อ ทั้งยังแสดงรสนิยมไม่ดีด้วย
2.3 ใส่รองเท้าส้นสูงแบบที่ส้นช่วยให้ขาดูเพรียวขึ้น เลือกเป็นแบบที่ไม่ใช่ส้นตึกที่จะทำให้ดูขาตัน ถ้าจะให้ดี ให้เลือกส้นรูปตัววีหรือส้นที่ไม่สูงเกินสองนิ้วจะช่วยให้ดูผอมเพรียวลง
2.4 ใส่ชุดลายทาง จะช่วยให้ดูดีกว่าลายขวางทั้งไม่เน้นสัดส่วนที่มากเกินไปของคุณให้ดูโดดเด่นเกินไปด้วย
2.5แต่งตัวโดยใช้สีเดียวแบบ momochrome จะผอมลงได้ทันที เลือกสีเข้มๆแบบเรียบๆ หรือถ้าต้องใส่สีอื่นๆด้วยก็เลือกที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด
2.6 อย่าเลือกชุดสีสดหรือจัด เพราะจะทำให้ดูตัวใหญ่และ"ชัดเจน"มากขึ้นไปทั้งตัว
2.7 เลือกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆจะได้ดูตัวเล็กลงเวลานั่งหรือนอน
2.8 เมกอัพด้วยโทนสีธรรมชาติ เน้นที่ดวงตาและควรทาปากสีอ่อนเพื่อไม่ให้คางใหญ่โตของเราดูเป็นจุดเด่น อย่าปัดแก้มสีจัดจนเกินไปจะทำให้ดูหน้ากลมและกางหนักขึ้นไปอีก
2.9 เพื่อเพิ่มความเรียวยาวของใบหน้า เลือกผมแสกข้างและปล่อยผมให้ยาวเคลียแก้มจะดีกว่าแสกกลางหรือรวบผมให้เห็นหน้ากลมๆ
2.10 เปลี่ยนสีผิวด้วยครีมเปลี่ยนสีผิวให้คล้ำลงเพื่อจะได้ดูตัวเล็กลงด้วย
2.11 ระวังเรื่องกรอบแว่นตาให้สมดุลกับหน้า กรอบแว่นที่เล็กหรือใหญ่เกินไปทำให้หน้าดูใหญ่ขึ้นได้
2.12 หากมีข้อมือและนิ้วที่อ้วนใหญ่ ให้ใส่แหวนหรือนาฬิกาที่มีสายหรือตัวเรือนกว้างๆจะดีกว่าแบบเรือนเล็กๆที่เน้นให้ดูแขนและนิ้วดูใหญ่ขึ้น

3. การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกาย
3.1 เวลาเดิน ให้แกว่งแขนไปด้วยน้อยๆเพื่อให้ร่างกายได้ออกกำลังและคนก็ลดความสนใจหุ่นตึกของเราเพราะมัวดูแขนที่แกว่งไปมาอยู่
3.2 หากเลือกการเดินออกกำลังก็เดินเพื่อจุดประสงค์นี้จริงๆ อย่าจบท้ายด้วยการเดินไปหาของกินแบบกระหน่ำเพื่อชดเชยแรงงานที่เสียไป แบบนั้นอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นไดด้อีกแยะ
3.3 อย่านั่งนานเกินกว่า 30 นาที ลุกขึ้นขยับไปทำอย่างอื่นบ้างจะได้ไม่ลงพุง
3.4 เวลานั่งไขว่ห้าง ให้ไขว่ห้างจากข้อเท้าแทนที่จะเป็นจากหัวเข่าเพราะจะทำให้ดูขาเล็กลง และดูมีมารยาทดีกว่ากันด้วย
3.5 ให้ช่างผมฝีมือดีๆซอยทรงผมเพื่อให้ดูหน้าเรียวลง เลือกทรงที่ซอยไล่เป็นชั้นๆจะทำให้อ่อนเยาว์และคล่องตัวขึ้น เพราะคนผอมมักทำอะไรคล่องแคล่ว

4. กินข้าวนอกบ้าน
4.1 ก่อนไปร้านอาหาร พูดกับตัวเองหน้ากระจกเงาว่า "กรุณาเอาตะกร้าขนมปังออกจากโต๊ะได้ไหมคะ" และตั้งใจมั่นว่าจะพูดแบบนี้กับบริกรที่เอามันมาวางไว้เมื่อถึงร้าน
4.2 เลือกร้านอาหารแพงๆ เพราะร้านพวกนี้คุณจะสามารถสั่งอาหารแบบไดเอตพิเศษได้ในเมนูที่เตรียมไว้เฉพาะ นอกจากนี้ร้านแบบนี้ยังมักเสิร์ฟอาหารในปริมาณที่น้อยๆแบบผู้ดีที่ไม่นิยมกินอะไรกองโตๆ และราคามันก็แพงลิบเกินกว่าจะสั่งมากินได้หลายๆจานอีกด้วย
4.3 ถ้ามีเมนูของหวาน ให้หนุ่มที่ไปด้วยสั่งเฉพาะของเขา และขออนุญาตด้วยท่าทางน่ารักของคุณเพื่อ "ชิม" สักคำ (โตๆ) คำเดียวก็พอ
4.4 เวลาสั่งอาหาร หัดพูดคำว่า "จานเล็กนะคะ" ให้ติดเป็นนิสัย ไม่ต้องสั่งเผื่อคนทั้งโต๊ะ
4.5 เวลาจะไปกินข้าวนอกบ้านให้ "คิด" ล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ในรถว่าจะสั่งอะไรกิน และค่อยๆ "ตัด" รายการที่ไม่จำเป็นออกจนเหลือไม่เกิน 2 ชนิด
4.6 อย่าสั่งของที่มีคำว่า เดอลุกซ์ หรือ จัมโบ้
4.7 อย่าดูเมนูนานกว่า 5 นาที เพราะจะอยากสั่งไปหมดทุกอย่าง



5. การเปลี่ยนพฤติกรรมและเล่นเกมกับสภาพจิตใจ
5.1 แขม่วท้อง นั่งหลังตรงยืดตัวตรงเวลาเดิน วิธีนี้ทำให้ดูผมลงได้ทันทีและทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้นด้วยหากทำได้เป็นประจำ
5.2 อย่ายืนกิน เพราะเราจะเผลอกินอาหารบางอย่างมากเกินไปด้วยความลืมตัว
5.3 หัดยืนแบบนางงาม คือยืนหันข้างนิดๆให้ปรากฎโฉมร่างกายแค่สามส่วนสี่เท่านั้นก็พอแล้ว ไม่ใช่ยืนตรงโชว์หุ่นตึกแบบเต็มที่
5.4 กินอะไรรองท้องก่อนออกไปช้อปปิ้ง จะได้ไม่ลืมตัวกระหน่ำซื้อของกินมากเกินไปจนล้นตู้เย็นแล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตากินให้หมดแบบที่เคยทำ
5.5 ลองนั่งทำเล็บมือเมื่อรู้สึกหิวแทนการเข้าครัวคว้าของใส่ปาก ทาสีเล็บหนาขึ้นอีกสักชั้น นิ้วจะสวยขึ้นแถมยังหยิบอะไรเข้าปากไม่ได้เพราะกลัวสีเลอะ
5.6 โทรไปหาเพื่อนที่คุยเก่งเวลาหิว และอย่าใช้โทรศัพท์เครื่องที่อยู่ในครัว คุยไปนานๆก็จะลืมหิวไปได้เอง
5.7 อย่ากินไปด้วยทำงานไปด้วย เพราะมันทอดหมดไปถุงโดยไม่รู้ตัว ควรมีสมาธีเมื่อกิน เมื่อจบแล้วก็คือเลิกและไปทำอย่างอื่น
5.8 พยายามยืนใกล้คนที่ตัวใหญ่กว่าเราเอาไว้ เราจะได้ดูตัวเล็กลง อิอิ
5.9 แอบดูคนผอมที่อยู่ในออฟฟิศด้วยกัน แล้วสังเกตพฤติกรรมการกินของเขามาเลียนแบบบ้างสักอย่างก็ยังดี
5.10 เลือกยาอมระงับกลิ่นปากที่ใช้พกประจำเป็นแบบ "สตรองมินท์" เพราะพวกนี้มีแคลอรี่น้อยกว่าและทำให้อยากอาหารน้อยกว่าด้วย
5.11 อย่าซื้อแต่ของโปรดที่ชอบเวลาไปจ่ายของ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นบ้าง

6. เครื่องมือช่วยให้ดูผอม
6.1 กินด้วยตะเกียบ เพื่อให้กินช้าลงและปริมาณของเข้าปากน้อยลงในแต่ละครั้งด้วย
6.2 เข้าไปถ่ายรูปในร้านแบบคอมพิวเตอร์ และขอให้เขาแต่งภาพให้คุณดูผอมเพรียวลงและเอามันมาติดไว้หน้าตู้แต่งตัว หน้าตู้เย็นและที่อื่นๆให้เต็มบ้านเลย จะได้บอกตัวเองว่าเวลาผอมลงเราสวยแค่ไหน แล้วจะได้คิดก่อนเวลาจะเปิดตู้เย็นหรือหยิบของเข้าปาก
6.3 รัดเข็มขัดให้แน่นเข้ามาอีกนิดหนึ่งก่อนมื้ออาหาร คุณจะได้คิดถึงเส้นรอบเอวก่อนตักของเข้าปาก
6.4 ซื้อชามสลัดใหญ่ๆมาเป็นอาหารประจำ จะได้ใส่ผักมากขึ้นไง

7. การเดินทาง

7.1 เวลาเข้าพักที่โรงแรม แทนที่จะขบเคี้ยวที่มินิบาร์ด้วยผลไม้สดจะดีว่ามันทอดหรือช็อคโกแลตที่ชอบหยิบกินประจำ
7.2 เลือกพักในโรงแรมที่มีห้องออกกำลังกาย สำหรับแขกที่มาพักและลงไปใช้บริการอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงที่เข้าพัก
7.3 เมื่อเข้าเช็กอินที่โรงแรม อย่าถามถึงซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดอาหารกับพนักงาน แต่ให้ลองเดินหาเองรอบๆบริเวณจะได้ออกกำลังไปด้วย
7.4 ยกที่นั่งในรถเมล์ ไปให้กับคนอื่นหรือเลือกยืนแทนเพื่อจะได้เผาผลาญแคเลอรี่ได้มากกว่า
7.5 จอดรถให้ไกลจากจุดหมายที่ต้องการหรือลงจากรถเมล์ก่อนป้ายจริงสัก 1 ป้าย เพื่อจะได้เดินออกกำลังกายไปถึงที่หมาย
7.6 เมื่อเข้าพักในโรงแรมที่มีบริการอาหารเช้าหลังมื้อเช้าแล้ว ให้ติดผลไม้ขึ้นมาที่ห้องเพื่อเป็นของว่างระหว่างวัน
7.7 หิ้วกระเป๋าเอง จะได้หุ่นดีเหมือนพวกพนักงานยกกระเป๋าบ้างยังไงล่ะ พวกนี้เขาออกกำลังกายกันประจำ

8. เครื่องดื่มช่วยผอม
8.1ซื้อแก้วไวน์ใบเล็กๆจะได้ค่อยๆจิบและเพลินกับกลิ่นของมันแทนที่จะซดเอาๆจนหมดขวด
8.2 เลือกระหว่างไวน์หวานกับไวน์หลังอาหารธรรมดาๆแบบหวานจะมีแคลอรี่ถึง 185 แคลอรี่ซึ่งมากกว่าในบราวนี 1 ชิ้นเสียอีก
8.3 อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มี "ร่ม" แต่งอยู่ด้วยจากประสบการณ์บอกว่าพวกนี้มักใช้แก้วขนาดใหญ่กว่าปกติและเราก็จะได้แคลอรี่มากกว่าปกติด้วย
8.4 ซื้อเหล้าลิเคียวร์ราคาแพงมาดื่ม ยิ่งแพงเท่าไร คุณจะกล้าดื่มมันน้อยลงเท่านั้น

9. วันหยุดและเหตุการณ์สำคัญ
9.1 ในโอกาสเทศกาลสำคัญ หากแฟนหนุ่มต้องซื้อของขวัญเป็นเค้กหรือช็อคโกแลตชิ้นโต อ้อนให้เขาซื้อเป็นเครื่องประดับแทน
9.2 ถือแก้วเครื่องดื่มติดมือไว้ตลอดเวลาอยู่ในงานเลี้ยง จะได้ไม่หยิบอะไรชิ้นใหญ่กินนอกจากออเดิร์ฟ
9.3 เครื่องดื่มที่ช่วยกำจัดแคลอรี่ได้ดีในงานเลี้ยงคือ รัม ไดเอตโค้ก ยินและไดเอตโทนิกทั้งหลาย ซึ่งควรเลือกดื่มมากกว่าโค้กปกติหรือน้ำส้มก็ได้
9.4 ถ้าปกติคุณชอบดื่มไวน์ขาว เวลาไปงานให้เลือกไวน์แดง และทำตรงข้ามหากคุณชอบไวน์แดง วิธีนี้จะทำให้ดื่มได้น้อยลง และถ้าต้องการแคลอรี่แค่ครึ่งเดียวก็สั่งเครื่องดื่มแค่ครึ่งอขงขนาดปกติก็พอ

ที่มาจาก
http://www.pooyingnaka.com

รักแร้ดำ แก้ไขได้



รักแร้เป็นผิวหนังที่บอบบาง ประกอบด้วยต่อมเหงื่อและรูขุมขนจำนวนมาก ซึ่งต่อมเหงื่อของคนเรามี 2 ประเภท คือ ต่อม Eccrine ที่มีอยู่ทั่วร่างกายทำหน้าที่ผลิตเหงื่อ ลดอุณหภูมิของร่างกาย
และต่อม Apocrine ซึ่งพบในพื้นที่เฉพาะเช่นรักแร้ ราวนม(ในบางคน) บริเวณอวัยวะเพศ และขาหนีบ
เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น (อายุ11-12 ปี) ต่อม Apocrine จะสร้างสารเคมีที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเรียกว่า "กลิ่นตัวหรือกลิ่นกาย" บอกถึงความเป็นหนุ่มสาว เป็นเสน่ห์ แต่ละคนมีต่อม Apocrine ไม่เท่ากัน หากมีมากเหงื่อบริเวณรักแร้จะมากตามไปด้วย ประกอบกับว่าบริเวณนี้มีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ กลิ่นกายจึงอาจเปลี่ยนเป็นกลิ่นตัวได้ค่ะ

โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแก้ปัญหากลิ่นตัวได้ง่ายๆ โดยกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้มากที่สุด เช่น อาบน้ำบ่อยๆ ชำระล้างเหงื่อออก ใช้สบู่ฆ่าเชื้อทำความสะอาด ใช้ยาระงับกลิ่นกาย ขจัดขนรักแร้ออกให้หมดเพื่อลดการสะสมของเหงื่อ และกำจัดที่อยู่ของเชื้อแบคทีเรีย
แต่ในคนที่มีปัญหามาก อาจต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังเพื่อใช้ยาปฏิชีวนะแบบครีม ทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น นีโอมัยซิน หรือ เจนต้ามัยซินครีม และถึงแม้ว่ายาทั้งสองแบบจะมีขายตามร้านขายทั่วไป แต่ก็ไม่ควรซื้อมาใช้เองเพราะอาจเกิดอาการแพ้ยาได้ นอกจากนี้ยังมีการฉีดโบท็อกที่รักแร้ เพื่อลดเหงื่อให้น้อยลงและแห้งสนิทภายใน 7 วัน โดยการฉีด 1 ครั้ง สามารถลดเหงื่อได้ 4-6 เดือน เมื่อยาหมดฤทธิ์เหงื่อจะไหลอีก ซึ่งต้องอาศัยการฉีดซ้ำ ค่ารักษาประมาณครั้งละ 10,000 - 12,000 บาท


โรลออนกับสารก่อมะเร็ง
แม้จะเคยมีข่าวว่าสารอลูมิเนียมในโรลออนอาจทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นจริง และโดยปกติสารอลูมิเนียมไม่สามารถซึมเข้าร่างกายได้เหมือนสารปรอทและตะกั่ว จึงไม่น่าทำอันตรายต่อร่างกายได้ ยกเว้นผู้มีอาการแพ้สารอลูมิเนียมในบางคนที่อาจเกิดรอยดำหรืออักเสบ ควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนโรลออนที่ใช้สารอื่นแทน

สารส้ม (Alum) หรือเกลือเชิงซ้อน ที่มีสารอลูมิเนียมและซัลเฟตเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ คนไทยโบราณรู้จักใช้มานานแล้ว สารส้มไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เปื้อนเสื้อผ้า และปลอดภัยกับร่างกายเพราะไม่อุดตันรูขุมขน ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย ทั้งใต้วงแขน เท้า ช่วยระงับกลิ่นได้ดี

และด้วยคุณสมบัติความเป็นด่างในตัว เมื่อมาเจอกับความเป็นกรดของเหงื่อจึงหักล้างกันทำให้กลิ่นตัวหมดไป และสารส้มยังสามารถใช้ทาส้นเท้าป้องกันและรักษาส้นเท้าแตก หรือทาแก้คันตามผิวหนังเมื่อยุงกัดหรือคันจากสาเหตุอื่นได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีผู้นำสารส้มมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทั้งรูปแบบของโรลออน สเปรย์ แป้ง กันหลายยี่ห้อ ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศเพราะปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ


ส่วนปัญหารักแร้ดำ ทำไงดี
ตามปกติแล้วผิวใต้วงแขนจะมีสีคล้ำกว่าผิวส่วนอื่นๆ เล็กน้อยเพราะเป็นส่วนที่ผิวย่นมารวมกันเหมือนคอ หรือบริเวณขาหนีบ แต่หากผิวส่วนนี้ดำคล้ำกว่าสีผิวส่วนอื่นอาจเป็นไปได้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้น ควรพิจารณาหาสาเหตุและรักษาอย่างเร่งด่วน

ปัญหารักแร้ดำเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือ การสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการระคายเคืองและรอยดำ จากน้ำหอม สารกันเสีย หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Triclosan, Triclocarban, Irgosan ในยาระงับกลิ่นกาย การรักษาจึงต้องแก้ไขตามอาการ หากเป็นการแพ้น้ำหอม ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออนชนิดที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอมที่ระบุว่า "Fragrance-Free" โดยสังเกตส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก หากมีชื่อสารที่แพ้ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาระงับกลิ่นแบบอื่นแทน

ความอ้วนและการเสียดสีก็เป็นอีกสาเหตุของรักแร้ดำได้ การแก้ไขจึงควรลดน้ำหนักและใช้ยาลดรอยดำ หรือไวท์เทนนิ่งทาควบคู่กัน แต่ไม่ควรใช้กลุ่มที่มีกรดผลไม้ ไม่ว่า AHA หรือ BHA เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองยิ่งขึ้น แต่ถ้ารักแร้ดำและนูนเหมือนกำมะหยี่ (มักพบในคนเป็นโรคเบาหวาน) ควรพบแพทย์ทันทีค่ะ

อย่างไรก็ตามการรักษาปัญหารักแร้ดำควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเป็นผู้วิเคราะห์สาเหตุเพื่อให้ได้ผลตรงกับอาการและรักษาได้ถูกวิธีที่สุด เพราะหากซื้อยามาใช้เองอาจทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น


ทำไมจึงเป็นหนังไก่
ปัญหาหนังไก่บริเวณรักแร้เกิดจาก 2 สาเหตุ คือ การถอนขนรักแร้และขนคุด
รักแร้เป็นส่วนที่มีเส้นขนปกคลุมเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนังใต้วงแขน แต่การกำจัดขนด้วยการถอนอย่างรุนแรงหรือการแว็กซ์บ่อยครั้งจะทำให้รูขุมขนเด่นชัดขึ้น ดูคล้ายหนังไก่ ทั้งยังจำกัดทางขึ้นของขนเส้นใหม่ กลายเป็นขนคุดอยู่ภายใน มองเห็นเป็นหนังไก่ได้เช่นกัน
การรักษาหนังไก่จึงควรเปลี่ยนวิธีการกำจัดขน อย่าถอนขนรุนแรง เมื่อผ่านไปสักระยะรูขุมขนจะยุบตัวลงเช่นเดิม ปัญหาหนังไก่ก็จะหมดไปค่ะ

นานาวิธีกำจัดขน
การกำจัดขนรักแร้เดี๋ยวนี้ทำได้ไม่ยุ่งยากและมีหลายวิธีได้แก่
เป็นวิธีที่ง่าย เร็ว สะดวก แต่ขนที่ขึ้นใหม่แข็งและหยาบขึ้น เพราะขนที่ขึ้นใหม่ปลายจะตรง ปัญหาของการโกนคือ ขนที่ขึ้นใหม่จะเป็นตอ หากขูดผิวมากๆ อาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และต้องทำบ่อย

การถอน เป็นวิธีที่สะดวก ทำให้ขนถูกถอนออกมาทั้งเส้นแต่ปัญหาคือยุ่งยากเสียเวลาและอาจทำให้เกิดปัญหาขนคุดและหนังไก่ได้

การใช้ครีมกำจัดขน อาจทำโดยแว็กซ์ขี้ผึ้งร้อน หรือเย็นแปะผ้าลงไปแล้วดึงย้อนขึ้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับรูขุมขน การแว็กซ์มีข้อดีคือทิ้งช่วงได้นานถึง 6 สัปดาห์ เพราะขนขึ้นช้าทำให้ไม่ต้องทำบ่อยๆ และขนใหม่อ่อนนุ่มขึ้น แต่มีข้อเสียคือ หากกระตุกแรงอาจมีรากขนขาดเกิดเป็นขนคุดอยู่ข้างใน หรืออาจเกิดการระคายเคืองในบางคน

การทำลายขนกึ่งถาวร เป็นการถอนขนด้วยเลเซอร์ เช่น ชนิดเอ็น ดี แยค (Nd: YAG Laser) หรือใช้แสงทำลายตำแหน่งสร้างขนโดยตรงที่เรียกว่า "Aestilight" การใช้แสงเลเซอร์กำจัดขนต้องเลือกใช้เครื่องที่มีความยาวคลื่นเหมาะกับการกำจัดขน เช่น 1064 นาโนเมตร ซึ่งเป็นระดับที่ใช้กำจัดขนได้ดีมีผลข้างเคียงน้อย ทำได้ดีในคนผิวสีเพราะไม่ทิ้งรอยดำ แต่หากเป็นคลื่นที่สั้นหรือยาวเกินไปอาจทิ้งรอยดำได้ การกำจัดขนรักแร้ด้วยเลเซอร์ต้องทำ 4ครั้งขึ้นไป ค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000-18,000 บาท โดยผลการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 6 ปี

แหล่งที่มา : women.sanook.com

ไม่รวยก็สวยได้


ผิวดีเริ่มต้นที่บ้าน
การดูแลผิวไม่ได้หมายถึงการบำรุงด้วยครีมแพงๆเสมอไป แค่คุณเลิกดื่มชา กาแฟหรือแอลกอฮอล์ได้ หรือหัดทำ Dry Skin Brushing (การแปรงผิวแบบแห้งเพื่อช่วยขับพิษจากระบบต่อมน้ำเหลือง) ทุกวันก่อนอาบน้ำ เพียงเท่านี้ก็รับรองได้ว่าจะเห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

เคล็ดลับ
บริษัทเครื่องสำอางใหญ่ระดับโลกที่มีสินค้าหลายๆแบรนด์และราคา มักมีแนวคิดที่จะรองรับความต้องการของผู้บริโภคทุกระดับงบประมาณ หากเราใจเย็นสักนิดแล้วรออีกเพียง 2-3 เดือนหลังจากที่สินค้าราคาสูงออกวางตลาด ถึงตอนนั้นเราก็จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหมือนหรือใกล้เคียงกับสินค้าราคาสูง แต่มาในราคาย่อมเยากว่า แน่นอนว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีก็มีส่วนช่วยได้มากเหมือน แต่แทนที่จะต้องเสียเงินเสียเวลา และน้ำมันรถไปทำทรีตเมนต์ที่ร้าน ทำไมไม่ลงทุนซื้อสกินแคร์และครีมนวดหน้าดีๆมาใช้เองล่ะ เพราะถึงอย่างไรทำเองก็ย่อมสะดวกกว่าอยู่แล้ว และของก็ใช้ได้นาน ไม่แพงเหมือนไปทำที่ซาลอนเป็นครั้งๆ
อย่ามองข้ามการดื่มน้ำเปล่าสะอาดๆวันละ 8 แก้วกับการนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เพราะนี่คือตัวบำรุงผิวให้สดใสที่ราคาถูกและดีที่สุดในโลก

เมกอัพสวยราวกับเศรษฐี
คนที่แต่งหน้าแล้วดูเนี้ยบสวยไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางทุกชิ้นที่ใช้จะมีราคาเป็นหลักร้อยหลักพันขึ้นไปแต่อย่างเดียวหรือต้องแต่งหน้าแบบครบเครื่องตลอดเวลา เมกอัพที่จำเป็นจริงๆสำหรับผู้หญิงนั้นมีเพียงสามชิ้น คือ มาสคาร่า บลัชออน และลิปกลอส แต่สำหรับสาวไทยอาจเพิ่มแป้งทูเวย์มาช่วยเสริมให้หน้าดูนวลใส และหากดัดขนตาก่อนปัดมาสคาร่าก็จะยิ่งดูตาโตและเพิ่มความงอนสวยติดทนนานยิ่งขึ้น ปัดแก้มด้วยบลัชสีส้มพีชอ่อนๆ แต้มกลอสชนิดใสไร้สีให้ริมฝีปากดูมันวาวนิดๆ เท่านี้ก็ดูดีได้แล้ว
เคล็ดลับ ควรลงทุนกับ

-อายแชโดว์
-รองพื้น
-แป้งฝุ่น
-คอนซีลเลอร์
-แปรงและอุปกรณ์แต่งหน้า

ควรประหยัดกับ

-ลิปสติก ลิปกลอส ลิปบาล์ม
-มาสคาร่า
-ลิปไลเนอร์
-บลัชออน
-บรอนเซอร์
-กระดาษซับหน้ามัน


เรียวขาเกลี้ยงเกลา

ทั้งสาวไทยและสาวเทศหลายคนที่นิยมแว๊กซ์กำจัดขนแต่แม้จะทำเองราคาก็ยังแพงอยู่ ดังนั้น การสครับผิวบ่อยๆนอกจากจะช่วยชะลอการเกิดใหม่ของขนและยืดอายุการแว๊กซ์ครั้งต่อไปแล้ว ยังช่วยให้ผิวเนียนดีด้วย

เคล็ดลับ
-ควรหมั่นสครับผิว แล้วตามด้วยการหาครีมบำรุงเนื้อข้นๆเป็นประจำ
-การโกนเป็นทางเลือกที่ง่ายและถูกกว่าเสมอ

เรือนผมสุดไฮคลาส
เรือนผมที่ดูเปล่งราศีความมีระดับคือผมที่เป็นประกายเงางามและมีชีวิตชีวา คล้ายๆผมของนางแบบที่สะบัดไปมาในโฆษณาแชมพูนั่นล่ะ และที่สำคัญคือเรื่องความสะอาด การใช้คอนดิชันเนอร์ที่ดีและแปรงผมเส้นใยธรรมชาติที่มีคุณภาพ ล้วนแต่ช่วยให้เกล็ดผมเรียบสลวยดูดีได้ทั้งสิ้น
เคล็ดลับ
- ลงทุนซื้อทรีตเมนต์มาหมักผมเองที่บ้านบ่อยดีกว่าไปทำที่ร้าน
-อย่าขี้เหนียวในการทำสีและไฮไลต์กับช่างดีๆ
-สระ ดราย หรือหนีบผมเป็นเรื่องที่คุณทำเองได้ ถูกกว่าให้ร้านทำ
-ทำสีผมแล้วอย่าลืมใช้แชมพูและครีมนวดที่ช่วยรักษาสีผมด้วย จะได้ยืดอายุการทำครั้งต่อไปได้นานๆ
-ผมม้าสามารถเล็มเองได้ที่หน้ากระจกเราเอง

เล็บงาม
เราสามารถทำทรีทเมนต์เท้าและเล็บได้เอง โดยใช้นมผงละลายน้ำอุ่นพร้อมหยดน้ำมันอัลมอนด์ลงไปแล้วแช่เท้าไว้สักครู่ ก่อนตัดแต่งเล็บและหนังต่อไป เท้าจะนุ่มขึ้นและเล็บจะดูเงาสวยมากๆ
เคล็ดลับ
-หัดตัดเล็บและหนังเองจะช่วยประหยัดได้มาก
-หมั่นทาโลชั่นบำรุงมือ (ที่ไม่จำเป็นต้องแพง) หลังล้างมือหรือทำงานบ้าน
-ควรลงทุนกับอุปกรณ์ตัดแต่งเล็บดีๆ สักชุด เพราะทั้งทนทานและสะอาดกว่าไปทำที่ร้าน
-ควรซื้อตะไบดีๆมีคุณภาพไว้ใช้แทนตะไบเหล็กราคาถูก เพราะช่วยถนอมเล็บไม่ให้ฉีกขาดได้ดีกว่า
-หากชอบเปลี่ยนสีเล็บบ่อยๆ ควรซื้อเบสและท็อปโค้ตดีๆมาใช้ เล็บจะได้ไม่เหลืองแม้จะใช้ทายาทาเล็บราคาถูก

ที่มา ผู้หญิงนะคะดอทคอม

วิธีถนอมผิวให้ อ่อนเยาว์


6 วิธีถนอมผิวให้อ่อนเยาว์


ใคร ๆ ก็อยากเป็นสาวผิวใส ไร้ริ้วรอยและความหมองคล้ำ แต่วัยที่มากขึ้นรวมทั้งมลภาวะรอบกาย อาจทำให้ผิวค่อย ๆ เหี่ยว แบบไม่รู้ตัวได้ค่ะ
มาเริ่มต้นดูแลผิว เพื่อรักษาความสดใสของผิวกันดีกว่าค่ะ

1. ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ครีมกันแดด เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากภัยแดดที่ขึ้นชื่อว่า เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันจึงเป็นเสมือนการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับผิวหน้า ถ้าไม่ได้ไปเผชิญกับแดดแรง ๆ เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ก็พอค่ะ และในช่วงกลางวันที่แดดจ้า หลบแดดได้จะเป็นวิธีปกป้องผิวที่ดีที่สุด หรือถ้าต้องไปรับไอแดดกันจริง ๆ ควรสวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดด และใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้ม เนื้อหนา ที่สามารถป้องกันการทะลุทะลวงของรังสี UV ทั้ง UVA ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวคล้ำและมีริ้วรอย และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียม

2. อย่ารบกวนผิวมากเกินไป
การรบกวนผิวมากไป ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพผิวแต่อย่างใดการล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือขัดถูเช็ดผิวหน้าอย่างรุนแรงเพื่อให้มั่นใจ ว่าสะอาดเพียงพอ กลับเป็นการทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เพราะอาจทำให้ผิวมีริ้วรอยและหยาบกร้านได้โดยเฉพาะคนที่ผิวแห้ง การล้างหน้าต้องทำอย่างนุ่มนวลเช็ดผิวอย่างเบามือ เพื่อป้องกันริ้วรอยก่อนวัยนอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณท์ที่อ่อนโยนต่อผิวด้วย

3. เลือกใช้ผลิตภัณท์ที่มีส่วนผสมของ AHA
AHA หรือ Alpha hydroxy acid มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้นแล้ว ยังช่วยรักษาริ้วรอยจากแสงแดดได้ด้วยซี่งปัจจุบัน เครื่องสำอางส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมของ AHAในปริมาณ 2-15 % ซึ่งมักไม่เป็นอันตรายกับผิว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรเลี่ยงที่จะไปตากแดดแรง ๆ เพราะการใช้ AHAจะทำให้ผิวหน้าไวต่อแดดมากขึ้นดังนั้นเพื่อป้องกันการแพ้ ควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอ

4. ลดริ้วรอยบาง ๆ ใต้ตาด้วยเรตินอล
เมื่ออายุมากขึ้น ริ้วรอยใต้ตา อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความร่วงโรยของผิวได้ โดยเฉพาะผิวใต้ตา ซึ่งค่อนข้างบอบบาง
จึงเกิดริ้วรอยได้ง่าย หากทิ้งไว้ ก็กลายเป็นรอยตีนกาได้คงถึงเวลาที่คุณจะต้องหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล ซึ่งมีคุณสมบัติลดเลือนริ้วรอยจางๆ ได้ดี นอกจากนี้เรตินอลยังช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน ทำใหผิวหน้าเต่งตึง
ขึ้นได้

5. อาหารต่อต้านริ้วรอย
ผู้เชี่ยวชาญท่านได้ศึกษาพบว่า อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้,ผัก และไขมันต่ำ จะช่วยให้ผิวพรรณของเราแข็งแรงพอที่จะต่อต้านสิ่งที่จะมาทำลายผิวให้อ่อนแอ จนเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยได้ ค่ะ โดยเฉพาะแสงแดดภัยตัวฉกาจของการทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของหญิงสาวค่ะชนิดของอาหารที่แนะนำให้รับประทานก็คือ อาหารที่มีไขมันต่ำลดการรับประทานเนื้อแดงและของหวานลง นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มการรับประทานผักใบเขียว, ผลไม้ เมล็ดถั่วต่างๆ, น้ำมันมะกอกที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว รวมทั้งเมล็ดธัญพืชต่างๆค่ะซึ่งอาหารดังกล่าวจะอุดมไปด้วยวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
เช่น วิตามินเอและซี และอี จะช่วยให้ผิวของคุณแข็งแรงและปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้

6. ใช้ชีวิตอย่างสมดุล
สาวบ้างานทั้งหลาย มีสิทธิ์ผิวหย่อนยาน ไม่สดใส ได้เร็วขึ้นเพราะการทำงานหนัก ชนิดอดหลับอดนอน หรือไม่มีเวลาสำหรับพักผ่อน นอกจากร่างกายจะอ่อนล้าแล้ว ผิวพรรณก็หมองคล้ำ ทำให้คุณดูทั้งโทรมทั้งเหี่ยวเชียวล่ะ แม้อยากเป็นดาวรุ่งมากแค่ไหน ก็ควรจัดเวลางานและเวลาส่วนตัวให้สมดุลมีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งเรง ไม่หย่อนยานก่อนวัยหากปล่อยให้ความเครียดสุมหัว จนไม่มีเวลาคลายเครียด นานวันเข้า ผิวพรรณก็ร่วงโรย จนเกินเยียวยา เครื่องสำอางมหัศจรรย์ที่ว่าแน่ๆ ก็ไม่อาจจะช่วยฉุดรั้งความสดใส และความเปล่งปลั่งของผิวสาวกลับคืนมาได้หรอกค่ะ

ข้อมูลจาก
ลีลาชีวิตดอทคอม

เติมความสวย ให้เรียวปาก


ตาโตกลมสวย ขนตางอนเด้ง จมูกโด่งได้รูป แก้มชมพูเปล่งปลั่ง… แต่ถ้าต้องมาสะดุด เพราะเรียวปากดำคล้ำ แห้ง ลอก แล้วล่ะก็ หมดกันเลยความมั่นใจ! จะจูจุ๊บหนุ่มคนไหนก็ได้อายเค้าไปถึงนั่น


สารพัดปัญหาเกิดขึ้นที่เรียวปากได้ทั้งนั้น เพราะปากเป็นอวัยวะที่ยื่นออกมาจากใบหน้า จึงมีโอกาสจะถูกสภาพแวดล้อมมาทำลายได้ง่ายพอๆกับจมูกและโหนกแก้ม… วันนี้เราเลยจะลองมาเจาะลึกแต่ละปัญหาของเรียวปาก พร้อมทั้งวิธีแก้ไขให้ปากสาวกลับมาสวยได้ดั่งเดิม

ปากสีคล้ำ…

เพราะพันธุกรรม… คนผิวคล้ำย่อมมีริมฝีปากที่สีเข้มกว่าคนผิวขาว รวมทั้งสีของริมฝีปากยังจะเข้มขึ้นตามวัยที่มากขึ้นด้วย
เพราะอากาศ… ในฤดูหนาวริมฝีปากจะดำคล้ำกว่าเดิม เพราะอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว และมีเลือดดำมาคั่งบริเวณริมฝีปากมากกว่าปกติ
เพราะอาหาร… ไม่น่าเชื่อว่าในผักที่มีสาร “โซราเลน” (psoralen) อย่าง ผักชีฝรั่ง ขึ้นฉ่าย หอม กระเทียม หรือผลไม้รสเปรี้ยว อย่าง ส้ม มะนาว มะม่วง สัปปะรด ก็เป็นสาเหตุของปัญหาปากสีคล้ำได้ เพราะสารโซราเลนเมื่อถูกรังสีอัลตราไวโอเล็ต จะทำให้ริมฝีปากอักเสบ และกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีมากขึ้น ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์เช่นนี้ว่า “ปฏิกิริยาแพ้แดด” ดังนั้นหลังจากทานผักผลไม้แล้ว อย่าลืมล้างปากให้สะอาด เพื่อไม่ให้โซราเลนตกค้างตามริมฝีปาก
เพราะยา… ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคหวัด ยารักษาเชื้อรา ก็สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้แดดได้เช่นกัน


ปากแห้ง ลอก เป็นขุย…

เพราะอากาศ… อากาศที่หนาว และความเย็นของห้องแอร์อาจทำร้ายให้ริมฝีปากแห้งได้ การดื่มน้ำมากๆจะช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการทดแทนความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย
เพราะลิปสติก… สี กลิ่น น้ำหอม สารให้ความชุ่มชื้นในลิปสติก บางครั้งก็กลับมาทำร้ายริมฝีปากของเราอย่างไม่รู้ตัว ควรเลือกลิปสติกที่มีส่วนประกอบของสารจากธรรมชาติ รวมทั้งทาวาสลีนขาวหรือลิปบาล์มที่มีสารกันแดด
เพราะยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก… ฟลูออไรด์ แอลกอฮอล์ รวมทั้งสารที่ทำให้เกิดฟองและรสซ่า ที่มีอยู่ในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก หากมีปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้ปากแห้งลอกได้ เลือกยาสีฟันที่เผ็ดน้อยลงหน่อย หรือยาสีฟันเด็กไปเลยก็ยังได้ หรือใช้วาสลีนขาวหรือเบบี้ออยส์ทาริมฝีปากก่อนลงมือแปรงฟัน

อีกอย่างที่หลายคนใช้แก้ปัญหาเมื่อริมฝีปากแห้งก็คือการเลียปาก จริงอยู่ที่มันอาจทำให้ปากชุ่มชื่นแต่ก็ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อความชื้นระเหยไปปากก็จะแห้งยิ่งกว่าเก่า รวมทั้งเอนไซม์ในน้ำลายยังทำลายผิวหนังที่ริมฝีปากอีกต่างหาก หนำซ้ำการเลียริมฝีปากบ่อยๆยังทำให้เสียบุคลิก… ไม่เห็นจะดีตรงไหน รู้แล้วก็เลิกซะ!

เมื่อรู้วิธีดูแลรักษาเรียวปากมากขนาดนี้แล้ว อย่าลืมเอาไปใช้เติมเสน่ห์ให้กับตัวเอง… จูจุ๊บกับใคร เจอหนุ่มหน้าไหนจะได้ไม่อายเค้านะ!

ข้อมูลจาก
ลีลาชีวิตดอทคอม

10 เรื่องจริงของความงาม

1. สุดยอดแห่งความงามนั้นอยู่ที่จิตใจ เมื่อคุณรู้สึกดี คุณก็จะดูดีไปเองโดยปริยาย

2. ความเครียดคือศัตรูตัวฉกาจ! อ้างอิงโดย ดร.ชอน ทาลบอทท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์แห่งฟาร์มาเน็กซ์ กล่าว่าคอร์ติซอล (Cortisol) คือฮอร์โมนความเครียดตัวสำคัญซึ่งเป็นกุญแจหลักในการต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆ รวมถึงปัญหาความอ้วนคอร์ติซอลเป็นสารเคมีตามธรรมชาติเช่นเดียวกับอะดรีนาลีน ซึ่งร่างกายจะผลิตเมื่อเกิดความเครียด ขณะวิตกกังวลหรือเมื่ออยู่ในอันตราย หากการผลิตสารเคมีเกิดขึ้นในปริมาณมาก (ระหว่างเกิดอาการเครียด) สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่สำคัญได้ คือเกิดอาการอ่อนเพลียในระยะยาว ซึ่งการแก้ปัญหานั้นสามารถทำได้โดยการควบคุมสมดุลของคอร์ติซอลนั่นเอง

3. สิวคือสาเหตุแห่งความเครียด และในทางกลับกัน ความเครียดก่อให้เกิดสิว โดยอ้างอิงจาก ดร. อเล็กซา คิมบอล นักวิจัยนูสกิน ซึ่งระบุว่าช็อกโกแลต อาหารไม่เป็นประโยชน์ ตลอดจนการไม่ชำระล้างใบหน้านั้นไม่ก่อให้เกิดสิว! ระดับฮอร์โมนและแบคทีเรียที่ถูกสร้างขึ้นต่างหากคือสาเหตุสำคัญ ดังนั้น การควบคุมปัญหาการเกิดสิวจึงควรเริ่มต้นที่การดูแล ซึ่งมันก็ไม่ใช่เพียงการแต้มยารักษาบนสิวเท่านั้น

4. จากผลสำรวจและศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวที่ขัดแย้งกันของผู้หญิงสิงคโปร์ที่มีต่อสุขภาพและความงาม โดย 78% เห็นตรงกันว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดสืบเนื่องจากอายุซึ่งมากขึ้น เช่นกันกับ 87% กล่าวว่าพวกเธอไม่ชอบหน้าตาที่เป็นอยู่ และ 75% รับไม่ได้กับริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้น

5. “โรคติดเชื้อทางผิวหนังอย่างโรคแผลเปื่อย (เรื้อนกวาง) เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศพัฒนาแล้ว” ฌอง ฟรังซัว ชาเรส ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์แห่งอีวอคซ์ (Evaux) กล่าว และจากการค้นคว้าล่าสุดโดยนักวิจัยชาวบอสตันจาก เลธ อิสราเอล ดีโคเนส เมดิคอล เซ็นเตอร์ (Beth Israel Deaconess Medical Center) ยังได้ยืนยันทางเอกสารว่ามีความเกี่ยวพันกันระหว่างความเซนซิทีฟของผิวหนังในขั้นรุนแรง (79%) กับผู้ป่วยไมเกรน

6. คุณมีตัวเลขสุขภาพไหม การรู้ตัวว่าคุณอยู่ห่างจากอนุมูลอิสระเป็นกุญแจดอกสำคัญในการต่อสู้การถูกโจมตีในแต่ละวัน และอีกครั้งที่เทคโนโลยีได้กลายเป็นยุทธวิธีป้องกันแบบใหม่

7. จอยส์ ลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังกล่าวว่า “การรับประทานอาหารเสริมและการทาครีมประเภทคอลลาเจนนั้นไม่ได้ผล” การกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในสำคัญที่สุด

ฟาร์มาเน็กซ์ ไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ (Pharmanex BioPhotonic Scanner) คือการวัดปริมาณแอนติออกซิแดนท์ของแคโรทีนนอยด์ โดยจะทำการบอกตัวเลขของจำนวนกิจกรรมเพื่อยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นวิธีแรกของโลกที่นับว่าไม่รุนแรง ถึงแม้ว่าขณะนี้วิธีดังกล่าวจะมีเฉพาะฟาร์มาเน็กซ์เท่านั้น ก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าเพื่ออนาคตของสุขภาพที่สมบูรณ์กว่า ตัวเลขของคุณอาจอยู่ถัดไปจากนี้ก็ได้

8. ระดับน้ำในผิวหนังของเรา เอสที ไมโครอีเล็คโทรนิค และลอรีอัล กำลังใช้ชิปผิวสัมผัสโดยเอสที ซึ่งเทคโนโลยีซิลิคอนอิมเมจ เซ็นเซอร์ในโปรเจ็กต์การวิจัยค้นคว้าเพื่อพัฒนาแบบแผนการวิเคราะห์รายละเอียดของระดับน้ำในผิวหนังมนุษย์ให้ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น (แหล่ง Beauty-uk.co.uk)

9. เราลดน้ำหนักไม่ลงสักที เพราะเรากินมากกว่าที่เรารับประทานมากกว่ามื้อปกติขณะดูทีวี ทำงาน และอ่านหนังสือ แถมยังปลดปล่อยตัวเองจากความเครียด หรือกดดันโดยการกินอีกด้วย ลองลงบันทึกว่าคุณรับประทานอะไรบ้างในแต่ละวัน จานใบเล็ก ช่วยให้กินได้น้อยลง นี่ไม่ได้พูดให้ทำตามนะ แต่มันได้ผลจริง ๆ

10. ได้ค้นพบว่า ด้วยปริมาณโพลีฟีนอลที่มีมากกว่าถึงสามเท่า ทำให้ชาขาวมีอานุภาพและประสิทธิภาพมากกว่าชาเขียว ชาขาวยังช่วยปกป้องโปรตีนในผิวหนัง ป้องกันผิวหน้าแตกแห้ง หลุดลอก จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าชาขาวยังช่วยป้องกันเซลล์ซึ่งดูแลส่วนสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่รักษาระบบภูมิคุ้มกันผิวหนัง อีกทั้งช่วยบรรเทาอาการของผิวหนังที่ถูกแสงแดดแผดเผาระยะยาว อันเป็นสาเหตุของปัญหาแก่ก่อนวัย

แหล่งที่มา » women.sanook

บอกลา ริ้วรอย




อุ๊แม่เจ้า!!! ฉันมองใบหน้าตัวเองผ่านกระจกเพียงแวบแรก ก็อดตกใจไม่ได้กับเจ้าริ้วรอยที่พาเหรดมาสร้างความกังวลใจ เฮ้อ…แล้วจะทำยังไงดีนา

ปัญหาเรื่องความสวยความงามหยิบจับมาพูดกันได้ไม่จบไม่สิ้น เพราะผู้หญิงทุกคนล้วนปรารถนามีผิวหน้าสดใส ไร้ริ้วรอยด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งริ้วรอยนี่แหละนับเป็นศัตรูตัวฉกาจของผู้หญิงที่คอยทำลายความสวยงามได้อย่างไม่น่าเชื่ออย่างเวลาคุณหัวเราะดวงตาก็หรี่เล็กลง ประเภทที่เล็กอยู่แล้วก็จะกลายเป็นตาสระอิไปโดยปริยาย แถมริมฝีปากก็แอบกว้างแบบไร้ลิมิต รวมไปถึงรอยบุ๋มบริเวณร่องแก้ม บ่อยครั้งเข้าทำให้ริ้วรอยเริ่มลึกขึ้นทุกวี่วันแบบไม่ทันตั้งตัว


แต่ทำไงได้คุณมิอาจจำกัดการหัวเราะได้ว่าในหนึ่งวันฉันขอหัวเราะเพียงครั้งเดียวเพราะคุณอาจถูกกล่าวหาจากคนรอบข้างว่าไร้ชีวิตแบบไร้รสชาติ ขาดสีสัน และสิ่งสำคัญการหัวเราะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้คุณหายป่วยจากอาการป่วยได้อย่างน่าอัศจรรย์

การปรนนิบัติผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอยมีคุณสมบัติตรงตามความประสงค์ แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราคาคงต้องนั่งคิดนอนคิดทบทวนกันอีกหลายตลบ ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอยนั้น แนะนำว่าควรทาเฉพาะจุดที่มีริ้วรอย และต้องตั้งหน้าตั้งตาอดทนรอผลที่จะได้รับกันสักหน่อย อาจจะต้องหมดเงินเพื่อซื้อหลายกระปุกเลยเชียวแหละ

แต่ดิฉันขอแนะนำทางเลือกใหม่ ซึ่งช่วยกระชับเวลาให้ริ้วรอยของคุณเลือนหายไปอย่างอยู่หมัด แถมเงินในกระเป๋าสตางค์คุณยังอยู่เต็มพิกัด เพียงเจียดเวลาสักเล็กน้อยก็จะบรรลุตามความต้องการของคุณ

การนวดหน้าเพื่อลดริ้วรอยเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยคุณได้ค่ะ เพราะสามารถทำให้กล้ามเนื้อ และผิวหน้าได้บริหาร เนื่องจากได้รับการกระตุ้นด้วยแรงนวดทำให้เลือดไหลเวียนดี ผิวหน้าสดใส ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น อีกทั้งเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งนำไปปฏิบัติได้ระหว่างพักเหนื่อยจากการทำงาน เวลาตื่นนอน หรือก่อนเข้านอน

เริ่มต้นจากการทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาดหมดจดกันเสียก่อน พร้อมกับจัดการรวบผมให้เรียบร้อย แล้วนั่งอยู่ในท่าสบาย ๆ จะบนเก้าอี้ หรือนอนบนเตียงแล้วแต่สะดวก (อย่าเผลอหลับไปเสียก่อน) ทำตัวเองให้ผ่อนคลาย และรู้สึกสบายใจให้มากที่สุด ทั่วทั้งใบหน้า นำฝ่ามือทั้งสองวางไว้กลางใบหน้า แล้วลูบเป็นวงกลมจากแก้ม ขากรรไกร ขมับ หน้าผาก จมูก คางอย่างช้า ๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลาย


หน้าผาก วางมือทั้งสองไว้บนหน้าผาก แล้วใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางนวดคลึงเบา ๆ จากกึ่งกลางหน้าผากเลื่อนออกไปตามแนวโค้งของคิ้ว และเลื่อนไปด้านข้างจากขมับทั้งสอง


ดวงตา บริเวณหางตาวางปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางไว้บริเวณหางตา แล้วเลื่อนขึ้นไปที่ขมับ เมื่อถึงขมับแล้วปล่อยมือออกทันที ส่วนบริเวณรอบดวงตาหลับตาแล้วค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วนางนวดเบา ๆ จากบริเวณหัวตา แล้วเลื่อนไปที่ขมับ


แก้ม วางปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางไว้บริเวณแก้มทั้งสอง แล้วนวดขึ้นไปที่ขมับอย่างช้า ๆ เพื่อดึงผิวขึ้นมา และช่วยต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก


ขากรรไกร ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้งสองนวดเบา ๆ บริเวณขากรรไกร เริ่มจากตรงกลางแล้วไล่ไปตลอดแนว เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย


จมูก ใช้ปลายนิ้วนาง และนิ้วกลางวางไว้บริเวณสันจมูก นวดเบา ๆ แล้วลากตรงมายังปลายจมูก และตวัดมือขึ้น


ริมฝีปาก ใช้นิ้วกลางของมือทั้งสองข้างวางไว้บริเวณมุมปาก นวดเบา ๆ ขึ้นไปริมฝีปากด้านบน แล้วเลื่อนลงมายังริมฝีปากด้านล่าง


คาง วางนิ้วกลางของมือทั้งสองไว้บริเวณกึ่งกลางคางให้นิ้วทั้งสองนวดขึ้นลงสลับกันจากกึ่งกลางไปบริเวณด้านข้าง


*** ทำเรียงตามขั้นตอนดังกล่าวซ้ำอีก 2 ครั้ง แต่ขอย้ำว่าอย่ากดน้ำหนักมือแรงจนเกินไป เพราะนั่นอาจจะเป็นการเพิ่มริ้วรอยให้กับคุณโดยไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีนวดหน้าที่นำเสนอเป็นหลักการง่าย ๆ ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยากที่จะจดจำ ลองฝึกเพียงไม่กี่ครั้งก็จะจำได้ และสามารถปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่ว

แหล่งที่มา » women.sanook

ออกกำลังกาย เวลาไหนดีที่สุด



1. ออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก

ถ้าออกกำลังเพื่อพิฆาตความอ้วน เวลาเช้าๆ นี่ล่ะเหมาะที่สุด เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายจะนำคาร์โบไฮเดรต จากอาหารมื้อเย็นของเมื่อวานมาใช้เป็นพลังงาน จึงสลายไขมันและเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าการออกกำลังกายในตอนเย็นเยอะ

2. ออกกำลังเพื่อฟิตกล้ามเนื้อ

สงสัยหนุ่มๆ คงชอบทำข้อนี้มากกว่าสาวๆ เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฟิตกล้ามคือเวลาในช่วงบ่ายเพราะมี ผลการวิจัยบอกว่า กล้ามเนื้อของเราจะพร้อมและใช้งานได้ดีที่สุดตั้งแต่เวลาเที่ยงเป็นต้นไป ส่วนช่วงเช้า กล้ามเนื้อจะยังตื่นตัวไม่เต็มที่นัก

3. ออกกำลังเพื่อผ่อนคลาย

ถ้าอยากออกแรงเพื่อสลายความเครียด ขอแนะนำให้ไปอัพแอนด์ดาวน์เอาตอนบ่ายๆ หรือจะเย็นไปเลยก็ได้ เพราะการออกกำลังกายช่วงนี้จะทำให้หลับสบายในตอน กลางคืน แต่ถ้าไปออกแรงหนักๆ อย่างนี้ในตอนเช้า เดี๋ยวไปง่วงนอนตอนบ่ายแล้วเจ้านายค้อนเอาไม่รู้ด้วย

4. ออกกำลังเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์

ก็เป็นเวลาเช้าอยู่แล้ว เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าเวลานี้เป็นช่วงที่อากาศแจ่มใสที่สุดของวัน การออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้สมองและร่างกายทุกส่วนรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก


ที่มา http://www.sarinclinic.com/home.php?section=9&subsection=13

ทำไมต้องลดน้ำหนัก ! ด้วย


คุณและคนที่คุณรักอาจจะกำลังเผชิญอยู่กับหนึ่งในหลายๆ สถานการณ์ที่เป็นผลเสีย หรือเป็นภัยคุกคามต่อคุณภาพชีวิต เนื่องจากปัญหาน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งบางคนมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ แท้จริงแล้วไม่ได้เล็กอย่างที่คิด เป็นปัญหาระดับชาติเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งของ ปัญหาผู้ที่มีน้ำหนักเกินมีดังนี้

:: ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย

ขาดความมั่นใจในตนเอง
รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
นอนหลับไม่สนิท
ปวดหัวเข่า และข้อเท้า
ปวดหลัง
ขาดความสุขในชีวิตคู่
ชีวิตไม่มีความสุข
ใส่เสื้อผ้าไม่สวย
หาเสื้อผ้ายาก
มีรอยดำรอบคอ
ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น
สุขภาพไม่ดี


:: ความอ้วน ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนี้

อายุขัยสั้นกว่าคนน้ำหนักปกติ 10% - 100%
เบาหวานมากกว่าคนปกติ 57 เท่า
นิ่วในถุงน้ำดี 2-3 เท่าของคนปกติ
ความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ 3 เท่า โรคหัวใจ และโรคไตเพิ่มขึ้น
โรคปอดเพิ่มขึ้น
เวลาจะผ่าตัด ก็มีอัตราเสี่ยงสูง
ปวดหัวเข่า
ปวดข้อเท้าหรือปวดหลัง

โรคอ้วนอาจเสี่ยงต่อโรคใด?


ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่มีดัชนีความหนาของร่างกาย(BMI)ตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป มีโอกาสตายก่อนวัยอันสมควร สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 30% เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคต่อไปนี้ได้ง่ายนั่นเอง

1.โรคหัวใจขาดเลือด

2.โรคความดันโลหิตสูง

3.โรคโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

4.โรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด

5.โรคเบาหวาน

6.โรคนิ่วในถุงน้ำดี

7.กระดูกและข้อเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ

8.ระบบทางเดินหายใจทำงานไม่สะดวก

9.โรคที่เกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ

แต่ละโรคที่กล่าวมาแล้ว ล้วนแล้วแต่มีความร้ายแรงและยากต่อการรักษาพยาบาลเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านยังไม่อ้วนและสามารถ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดได้ตลอดเวลา
ท่านจะมีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวน้อยมาก ส่วนท่านที่อ้วนแล้ว ท่านจะต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ เพื่อค่อยๆ ลดน้ำหนักลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติฑ์ให้ได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ท่านประสบความสำเร็จในการ ลดน้ำหนักนะคะ

แหล่งที่มา » Bangkokhelth

การลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักในสมัยก่อน โดยการใช้ ยาลดความอ้วน (Antiobesity Drugs) นั้นถือเป็นการลดน้ำหนักที่มีอันตรายต่อสุขภาพและร่างกายของเราอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง อย่างเช่นการเกิดภาวะเครียด การเกิดอาการประสาทหลอน หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ฯลฯ แล้วนั้น ยังส่งผลที่เรามักเรียกกันว่า Yo Yo Effect หรือการกลับมาอ้วนใหม่ได้อย่างรุนแรง ดังนั้นการเลือกใช้ยาสำหรับการลดน้ำหนักจึงไม่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน

หลังจากที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้พยายามหาหนทางในการลดน้ำหนักหรือปรับปรุงทรวดทรงของเราให้ดีขึ้นอย่างปลอดภัย เพื่อนำมาใช้แทนการใช้ยาที่มีอันตรายและไม่ได้ผลดังกล่าวนั้นในที่สุดก็พบว่าในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของการลดน้ำหนักหรือการปรับปรุงทรวดทรงนั้นหากเรามีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องของสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนหรือทำให้ทรวดทรงของเราเปลี่ยนแปลงไปก็จะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาได้อย่าง ปลอดภัย และได้ผล และพบว่าคำตอบที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการลดน้ำหนักหรือการปรับปรุงทรวดทรงก็คือการปรับปรุงการรับสารอาหารเข้าสู่ร่างกายของเราพร้อมๆ กับ การนำเอาสารอาหารที่เกินความต้องการของร่างกายออกไปเผาผลาญเป็นพลังงาน นั่นเอง

ความอ้วน หรือทรวดทรงไม่สมสัดส่วนนั้น ในทางวิทยาศาสตร์เราพบว่า ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุหลักมาจากสารอาหารสำคัญ 2 กลุ่มคือ สารอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates)ซึ่งได้แก่ แป้ง ข้าว ขนมปัง น้ำตาล ฯลฯและ สารอาหารในกลุ่มไขมัน (Fats) ซึ่งได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันจากพืช เนย ฯลฯที่เมื่อร่างกายของเราได้รับ สารอาหารเหล่านี้มากเกินความต้องการก็จะเกิดการสะสมในรูปของไมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายและไขมันสะสมเหล่านี้ก็จะมีประโยชน์ต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว

คือเป็นแหล่งพลังงาน หากร่างกายไม่มีการใช้แหล่งพลังงานสำรองสะสมนั้นออกไปเสีย แต่ยังกลับได้รับสารอาหารดังกล่าว เกินความต้องการของร่างกายมากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายมากขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัว และทรวดทรงได้อย่าง รวดเร็วและมากขึ้น ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ช่องทางของการเกิดภาวะความอ้วนหรือความไม่สมสัดส่วนของรูปร่างนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน คือ

1. การได้รับสารอาหาร ที่ก่อให้เกิดไขมันใหม่เข้าสู่ร่างกายได้แก่คาร์โบไฮเดรดและไขมันมากเกิน ความต้องการของร่างกาย

2. การที่ร่างกายไม่มีการนำไขมันสะสมเก่าไปเผาผลาญเป็นพลังงาน หรือมีแต่นำไปใช้แต่เพียงเล็กน้อย

ดังนั้นวิธีการในการลดน้ำหนักก็คือ การแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุหลักๆ ดังกล่าวทั้ง 2 อย่าง ซึ่งก็คือ การจำกัดการรับสารอาหารที่เป็นปัญหาเข้าสู่ร่างกายและ การสลาย หรือนำเอาไขมันสะสมไปเผา ผลาญเป็นพลังงาน ซึ่งพบว่าขบวนการดังกล่าวถึงแม้ว่าจะมีขั้นตอนง่ายๆ เพียง 2 ขั้นตอนแต่ปรากฎว่าทั้ง 2 ขั้นตอน ยังจะต้องประกอบด้วย

การเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการทางชีวเคมีในร่างกายที่สลับซับซ้อน หลายขบวนการและล้วนเป็นขบวนการทางชีวเคมีที่จะต้องใช้สารสำคัญต่างๆ เข้ามาช่วยอย่างมากมายและสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำการค้นคว้าและทำการวิจัยแล้ว พบว่า สามารถช่วยให้เกิดขบวนการดังกล่าวทั้ง 2 ขั้นตอนได้ดีขึ้น และไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ก็คือการใช้สารอาหารสำคัญที่ได้จากธรรมชาติ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Dietary Food Supplements)ที่ให้สารสำคัญหลายๆ ชนิดร่วมกันเพื่อที่สารสำคัญเหล่านั้น จะได้ทำงานในส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างทั่วถึง และครอบคลุมทุกขบวนการย่อยๆ ทางชีวเคมี ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด โดยร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันสะสม และการพักผ่อนอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สำหรับการควบคุมน้ำหนักหรือปรับปรุงทรวดทรงที่เหมาะสมที่สุดก็ควรที่จะได้รับสารอาหารจากธรรมชาติดังกล่าวหลายชนิดร่วมกันพร้อมกับการจัดเวลาสำหรับการออกกำลังกาย ให้เป็นโปรแกรมอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม พร้อมกับรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารจำพวกไขมันและคาร์โบไฮเดรตน้อยลง


แหล่งที่มา » bodyhealthcare

วิธีแก้ไขโยโย แอฟเฟค


คนที่ทานยาลดความอ้วน หรือ กินอาหารที่มีแคลอรีต่ำๆ ตอนแรกๆ ก็ผอมลง รู้สึกดีอกดีใจใหญ่ ว่าตูผอมแล้วเฟ้ย แต่ต่อมาไม่นาน สวรรค์ที่อยู่ตรงหน้า ก็พลันพังทลาย หลังจากที่หยุดกินยา หรือ กลับมาทานปกติ ปรากฏว่า อ้วนเอา อ้วนเอา จนกลับมาอ้วนกว่าเก่า เรียกว่าเจอฤทธิ์เดช ของเจ้า โยโย แอฟเฟคเข้าแล้ว (จากสถิติ พบว่า 95% ที่ลดน้ำหนักลงได้ จะกลับมามีน้ำหนักเหมือนเดิมหรือมากกว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี)

ที่นี้ พอจะหันมาลดความอ้วนใหม่ คราวนี้แหละ ยากมากๆ แต่ก่อนลดเร็วปรู๊ดปราด ตอนนี้กว่าจะลดขีด ลดกิโลละก็ เลือดตาแทบกระเด็น ถึงแม้จะออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดก็ตาม จนหลายคนหมดความอดทนกลับไปกินยา หรือ กินอาหารแคลอรีต่ำๆอีก กลายเป็นวัฏฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิด อ้วนแล้วผอม ผอมแล้วอ้วน อยู่อย่างนี้ คนที่อ้วนๆผอมๆอยู่ตลอดเวลานี้น่ากลัวมากนะครับ ถึงขนาดที่ว่า หากเป็นอย่างนี้ อย่าลดเลยดีกว่า

อันตรายขนาดไหน นะหรือ

มีผลการศึกษาวิจัย ของ ดร. คอลิเนีย อูริช จาก Fred Hutchinson Cancer Research Center ซึ่งร่วมมือกับทาง University of Washington ตีพิมพ์ผลในวารสารทางการแพทย์ Journal of the American Dietetic Association พบว่า โยโย แอฟเฟค มีผลในทางลบกับ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย คือ มันจะทำให้ ความสามารถในการถล่มกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายลดน้อยลง เมื่อเทียบกับ คนที่มีน้ำหนักคงที่ ไม่ค่อยลด หรือ เพิ่ม

พูดง่ายๆว่า คนที่เกิดอาการ โยโย แอฟเฟคนี้ โอกาสที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บก็จะง่ายกว่า คนที่น้ำหนักคงที่

เห็นอย่างนี้ คนอ้วนหลายคนบอกว่า อย่างนี้ไม่ลดดีกว่า

เดี่ยวก่อนท่านทั้งหลาย อย่าพึ่งด่วนสรุปเร็วจี๋ขนาดนั้น คนที่อ้วนก็ควรจะต้องลดกันต่อไป แต่ต้องรู้ว่า อย่าให้น้ำหนักมันกลับคืนมาอ้วนอีก

ก็โดยการออกกำลังกายและ ควบคุมอาหาร ตามแนวทางที่หนังสือเล่มที่คุณถืออยู่นี้บอกเอาไว้นั่นนะสิ ดร. อูริช ยังเห็นด้วย โดยบอกว่า การออกกำลังกายนี้จะช่วยลดผลร้ายที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ที่เกิดจากการที่มีน้ำหนักที่ลดลง และทำให้น้ำหนักตัวคงที่ด้วย

ก็ขอเตือนคนที่คิดจะลดโดยการกินยาลดความอ้วนอีกที ว่าคุณจะเอาสุขวันนี้ แล้วมานั่งทุกข์ในวันข้างหน้าหรือครับ


สำหรับคนที่เจอ โยโย แอฟเฟค เข้าแล้ว สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ดี คือ อย่าหวนคืนไปผิดเป็นครั้งที่สอง ที่สาม ที่สี่ ทางที่ถูกคือ หันมากินแบบเพื่อสุขภาพ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่า ร่างกายจะต้องใช้เวลาปรับตัวจาก โยโย แอฟเฟค บ้าง แต่ให้ใจเย็นๆ ทานให้ครบทุกมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แล้วจะดีเอง

แหล่งที่มา » siamfitness

ยาลดความอ้วน อันตราย



(ตามคลินิคหมอ) ก่อนอื่นก็ขอแนะนำ Dr.Sexy ก่อนนะ คุณหมอเป็นแพทย์ประจำคลีนิคลดน้ำหนักแห่งหนึ่ง คุณหมอคงเบื่อเหลือทนกับคนไข้ที่เข้ามาปรึกษาที่ต้องการยาลดความอ้วนแบบแรงๆ ซึ่งถึงจะลดลงมา แต่ก็ย้อนกลับไปอ้วนใหม่เป็นวัฎจักร พอคุณหมอแนะนำให้ ออกกำลังกาย ก็อ้างโน่นอ้างนี่ คุณหมอเลยแอบมาบ่นที่บอร์ด กระผมเห็นเป็นโอกาสดีจึงขอความกรุณาคุณหมอช่วยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการลดความอ้วน และนี้เป็นบทความแรกของคุณหมอ นามแฝง Dr. Sexy คร้าบ


ยาชุดที่ใช้ตามคลินิกทั่วไปมีดังนี้ค่ะ


1 Phentermine HCL เป็นยาหลักที่ใช้กดสมองส่วนกลางไม่ให้เกิดความอยากอาหาร ยาชนิดนี้ เป็นยาที่ดัดแปลงมาจากยาแอมเฟตามีน (Amphetamine) ที่ อย. อนุญาตให้ขายในเมืองไทยมีขนาด 15 และ 30 mg ผลข้างเคียงที่อาจพบได้คือ กระวนกระวาย ปวดศีรษะ เหงื่อออก ปากแห้ง คลื่นไส้ ท้องอืด ส่วนใหญ่จะเกิด yoyo effect หลังหยุดยา ไม่ควรใช้เกิน 30 mg /วัน เพราะฉนั้นถามผู้ที่จ่ายยาคุณก่อนรับทุกครั้งนะคะ ลักษณะเม็ดยา มักจะเป็น capsule สี เขียวเข้ม-ขาว,แดง-ขาว,และเป็น capsule ที่เป็นเม็ดเล็กๆข้างใน

2 Thyroid hormone อันตรายมากกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! มีสีต่างๆกัน ในคนปกติ ถ้ากินจะมีอาการเหมือนคนที่เป็นคอพอกเป็นพิษ ใจสั่น วูบวาบ คนจ่ายยามักใช้เพื่อเร่งการเผาผลาญ (metabolism)

3 ยาขับปัสสาวะ มักเป็น lasix หรือ HCTZ เม็ดอาจเป็นสี ขาว ส้ม ฟ้า แล้วแต่ แต่ไม่รู้ให้มาทำไมฉี่บ่อย กินไปก้อออกแต่น้ำอันตรายหนักเข้าไปอีกบ้าจริงๆ เนื่องจากหมอจะใช้เป็นยาลดความดันค่ะ ลองนึกดูว่าถ้าคนความดันปกติไปกินล่ะก้อ ความดันตกฮวบแน่ๆ

4 ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าไม่ให้ในขนาดที่สูงเกินไปก้อพอทนรับได้ แต่ถ้าเราไม่ได้กินอาหารเลยล่ะก้อ เสร็จแน่ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดถ้าต่ำกว่า 70 mg/dl ละก้อ จะอ่อนเพลีย แต่ถ้าต่ำกว่า 50 ละก้อ ช้ากแหง่กๆๆๆๆ สถานเดียว


5 ยาระบาย อันนี้พอไหวเนื่องจาก phentermine ทำให้ท้องผูก

6 Fluoxetin ยาชนิดนี้ เป็นยาลดอาการซึมเศร้า แต่มีผลต่อการลดน้ำหนักด้วย ขนาดปกติที่ใช้คือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน ยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่นอน โดยเชื่อว่ายาจะทำให้ความอยากอาหารลดลง เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาชนิดนี้คือ อ่อนเพลีย ท้องเดิน เหงื่อออก นอนไม่หลับ กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน

7 ยาหลอก มักเป็นพวกแป้ง หรือวิตามิน ใส่เข้าไปในชุดให้มันดูเยอะๆไปยังงั้นแหละ จะได้คิดราคาแพงๆได้
****** ถ้าได้ยาเป็น capsule สีเทาแดง ละก้อ นั่นแหละ ยาทำปลอมหรือไม่ก้อเป็นยาที่ถูก อย. เพิกถอนไปแล้วเนื่องจากทำให้ !!!! ตายได้ !!!!

### ยาลดน้ำหนักออกใหม่ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

1 Sibutramine (Reductil@ ) มีเพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้น เป็น capsule สี น้ำเงินเหลือง (10mg)' และ น้ำเงินขาว (15mg)
ถ้าเป็นสีอื่น ยี่ห้ออื่น ของปลอมชัวร์ ออกฤทธิ์ด้วยการช่วยให้ความอยากอาหารน้อยลง เร่งการเผาผลาญนิดหน่อย ไม่ค่อยเกิด yoyo แต่ราคาแพง 10mg =100bath/capsule, 15 mg= 150 bath/ capsule กินได้วันละไม่เกิน 15 mg และห้ามใช้ร่วมกับ phentermine

2 Xenical อันนี้ดี ช่วยดักจับไขมันที่กินเข้าไปทำให้อึ๊ ออกมาเป็นมันแผล็บ แต่ข้อเสียคือ ก้นมันมาก บางครั้งมีไขมันแพลมออกมาก๊ะตด ด้วย อึ๋ย อึ่ย อึ๋ย อ้วก ลักษณะเป็น capsule สีฟ้า ราคาประมาณ 50 bath/ capsule อาจกินเฉพาะวันที่เรากินอาหารมันมาก ไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน

เป็นไงจ๊ะ อย่างน้อยก้อรู้แล้วนะว่าทำไมถึงต้องออกกำลังกาย

แหล่งที่มา » siamfitness

นอนมากอ้วนน้อย จริงหรือเปล่า


พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์

การนอนและการกินเป็นพฤติกรรมที่มีความสำคัญต่อสุขภาพและความอยู่รอด ของคนและสัตว์มาก เราเคยเข้าใจกันว่าคนนอนมาก นอนอุตุ เป็นคนเกียจคร้าน และมักจะอ้วนกว่าคนนอนน้อย แต่ความจริงแล้วคนนอนมากกลับมีน้ำหนักน้อยกว่า


จากการศึกษาในคนอเมริกันในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ชั่วโมงนอนโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันได้ลดลง 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะ เดียวกันจำนวนคนอ้วนก็มีเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในขณะนี้ประมาณ 2 ใน 3 ของคนอเมริกันมีน้ำหนักเกินปกติ

จากรายงานหลายรายพบว่าการนอนน้อยมีความสัมพันธ์ผกผันกับความอ้วน คือ เมื่อการนอนน้อยลง ดัชนีมวลรวมของร่างกาย จะเพิ่มขึ้น อ่านถึงตรงนี้บางคนอาจจะถึงบางอ้อว่า การนอนจนเลยเวลาอาหาร ไม่ได้กินอาหารจึงทำให้ผอมลง แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ปัจจุบันนี้มีข้อมูลใหม่บ่งบอกว่า การนอนของคนเรามีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวออกมา ฮอร์โมนที่ว่านั้นคือ เกรลิน (Ghrelin) และเล็ปติน (Leptin)

เกรลิน (Ghrelin) เป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวที่ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1970 กว่าๆ โดยพบในเซลล์กระเพาะอาหารและเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ที่สมองส่วนไฮโปธารามัส ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิวที่มีฤทธิ์แรงที่สุดเท่าที่รู้กันในปัจจุบัน ฮอร์โมนนี้ทำให้หนูในห้องทดลอง เพิ่มความหิว กินอาหารมากขึ้น มีไขมันมากขึ้น

ส่วนเล็ปติน (Leptin) เป็นฮอร์โมนที่กดความหิว เขาพบ ฮอร์โมนนี้ในเนื้อเยื่อไขมัน เมื่อปี ค.ศ.1994 นักวิทยาศาสตร์พบว่าหนูที่อ้วนโดยพันธุกรรมมียีนที่บกพร่องในการสร้างสารเล็ปติน เมื่อเขาเอาสารเล็ปตินฉีดเข้าหนูอ้วนที่ว่านี้ หนูนั้นลดการกินอาหารลง อัตราการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวลดลง

สำหรับการทดลองในคน เขาศึกษาพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืนมีความโน้มเอียงที่จะอ้วนกว่าคนที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมง คนที่ปกตินอนคืนละ 5 ชั่วโมงมีระดับฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ในเลือดสูงกว่าคนที่นอน 8 ชั่วโมงต่อคืน 15% และมีระดับเล็ปติน (Leptin) ต่ำกว่า 15%
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน 2 ตัวนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความหิวอาหาร คือ คนที่นอนน้อยจะหิวมากกินมาก และอ้วนมากกว่า จากการศึกษาของหมอชาฮ์ราด เตฮารี แห่งวิสคอนซิล และเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม 2004 ในวารสาร Public Library of Medicine

ในการศึกษานี้ส่วนหนึ่งเขาใช้อาสาสมัคร 1,024 คน เขาให้นอนค้างคืนในห้องแล็ป แล้วทำการตรวจเฝ้าระวังติดตามการนอนหลับ เช่น ความเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง การหายใจ การเต้นของหัวใจ บันทึกน้ำหนักและความสูง ตรวจเลือด และให้ตอบแบบสอบถามถึงเรื่องนิสัยการนอน ฯลฯ

เขาพบว่ามีความสัมพันธ์โดยผกผันระหว่างการนอนน้อยกว่า 7.7 ชั่วโมงต่อคืนกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีมวลรวมของร่างกาย ในขณะเดียวกันก็พบว่าคนนอนน้อยจะมีระดับเกรลินเพิ่มขึ้นและเล็ปตินต่ำลง และพบว่าการลดลงของการนอนจาก 8 ชั่วโมง เป็น 5 ชั่วโมงทำให้ระดับเกรลินเพิ่มขึ้น 15% และระดับเล็ปตินลดลง 15% คือทำให้หิวมากขึ้นนั้นเอง

อีกรายงานหนึ่งในวารสาร Annals of Internal Medicine ซึ่งยืนยันผลการศึกษาข้างต้นคือ ในคนอดหลับอดนอนระดับเล็ปตินลดลง 18% และระดับเกรลินเพิ่มขึ้น 28% และความหิวเพิ่มขึ้น 24% และกินอาหารเพิ่มขึ้น 23% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือกกินอาหารแป้งหรือน้ำตาลที่มีแคลอรีสูง เช่น ไอศกรีม

เมื่อก่อนนี้เราเคยสังเกตพบว่าคนที่มีอาชีพอยู่เวรดึก เช่น หมอ หรือพยาบาล มักจะอ้วนหรือตุ้ยนุ้ยกว่าคนที่อยู่เวรเช้าที่ไม่ต้อง


อดหลับอดนอน เมื่อก่อนเราก็เข้าใจกันเอาเองว่า การที่คนอยู่เวรดึกอ้วนกว่าเพราะกินมากกว่า เนื่องจากมีความเครียดทำให้หิวมากกว่า แต่ในปัจจุบันนี้เรามีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น คือ เมื่ออดนอนก็มีฮอร์โมนเพิ่มความหิวมากขึ้น ทำให้กินมากขึ้น

เมื่อก่อนนี้เคยมีการศึกษาพบว่าคนที่ทำงานกะดึกมีโรคมากกว่าคนทำงานกลางวัน คือนอกจากเครียดกว่า อ้วนกว่าแล้ว


คนทำงานกะดึกยังมีโรคมากกว่า เช่น โรคหัวใจและความดันเลือดสูงมากกว่า เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า เป็นต้น งานกะดึกหรือเวรดึกจึงไม่ค่อยจะเป็นที่พิสมัยของใครๆ จึงต้องมีการหลบหลีกแลกเวรกันเป็นประจำ คนมีครอบครัวก็มักจะอ้างเอาคู่ที่อยู่ครองมาเป็นข้อต่อรอง ทำให้คนโสดต้องเสียเปรียบรับภาระส่วนนี้ไปมากกว่า คนที่จะอยู่เวรดึกจึงหาได้ยาก จึงควรมีการจ่ายค่าตอบแทนที่มากขึ้นเหมือนอย่างที่ประเทศพัฒนาเขาทำกัน เป็นการตอบแทนความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว

จากการศึกษาพบฮอร์โมนควบคุมความหิวดังกล่าวทำให้เรามีความหวังว่าต่อไปเราจะมียารักษาคนผอม คือ ฉีดยากระตุ้น


ความหิวให้เจริญอาหาร ทุกวันนี้เวลาคนไข้มาปรึกษาเรื่องผอม หมอก็จะรักษาทางอ้อม คือ ให้วิตามินบ้าง อาหารเสริมบ้าง ยังไม่มียาเพิ่มความหิวโดยตรง (เท่าที่รู้) ส่วนยาลดความหิวที่ใช้รักษาความอ้วนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่ดี ที่ไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง ต่อไปเราอาจจะมียาฉีดลด ความอ้วนในรูปของฮอร์โมนอย่างเล็ปตินก็เป็นได้ แต่จากการทดลอง ในคน ผลการศึกษายังไม่ตรงไปตรงมาเหมือนในหนู เนื่องจากความอ้วนในคนเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่ความหิวอย่างเดียว อาจจะเป็นพันธุกรรม นิสัยการกิน ชนิดของอาหาร เป็นต้น

การนอนที่เพียงพอมีผลดีต่อสุขภาพหลายสถานนอกจากการลดความหิว การนอนทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ระบบภูมิต้านทาน


ต่อโรคดีขึ้น เนื่องจากมีเซลล์ต้านการติดเชื้อมากกว่า มีการผลิตสารเมลาโทนิน มากกว่าทำให้ต้านมะเร็งได้ ทำให้แก่ช้าลงและอายุยืนกว่าคนนอนน้อย ทำให้มีความซึมเศร้าน้อยกว่า ในเด็กวัยรุ่นที่นอนน้อยจะมีอุบัติการณ์ ดื่มเหล้าและเสพยามากกว่าปกติถึง 2 เท่า ในเด็กวัยเจริญเติบโตการนอนที่เพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของ การเจริญเติบโตของร่างกาย การนอนที่เพียงพอจะทำให้ ขับรถไม่หลับใน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญโดยเฉพาะในห้วงเวลาของเวิลด์คัพฟีเวอร์ในขณะนี้ (ที่เขียนต้นฉบับ)

ที่ว่ามานี้ไม่ใช่ต้องการชี้แนะให้นอนอุตุขี้เกียจหลังยาว แต่แนะนำให้นอนให้เพียงพอ เฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง
สำหรับหลายคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ทั้งๆ ที่มีอาชีพที่เขาให้โอกาสนอนได้มากๆ เช่น เป็นครู อาจารย์ ไม่ต้องอยู่เวรยาม
แถมยังมีเวลาหยุดภาคเรียน แต่ก็ยังนอนไม่หลับ ผู้รู้เรื่องการนอนหลับแนะนำว่าเพื่อให้การนอนหลับดี ควรลองปฏิบัติดังนี้


• เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด
• ฝึกทำกิจกรรมที่เป็นอาจิณปฏิบัติ เช่น อาบน้ำก่อนนอน อ่านหนังสือง่ายๆ ก่อนนอน (ถ้าเอาไวยากรณ์ไทยมาอ่านก็ต้องระวังเพราะอาจขึ้นเตียงไม่ทัน)
• ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนและเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ควรใช้ดูหนังดูละครหรือดูกีฬาทำความรำคาญให้แก่คู่ครองที่มีรสนิยม
ต่างกัน หรือใช้ห้องนอนทำบัญชีเคลียร์หนี้ซึ่งทำให้เครียดจนนอนไม่หลับ
• ทำห้องนอนให้เงียบและมืดซึ่งชวนให้หลับได้ดี

ข้อมูลจาก
ลีลาชีวิตดอทคอม

เคล็ดลับคุมน้ำหนัก ในงานปาร์ตี้


หลักการมีเพียงเล็กน้อยที่จะช่วยชะลอน้ำหนักตัวคุณได้ โดยต้องเข้าใจธรรมชาติของร่างกายกันก่อน คือ หนึ่ง ถ้ามีความรู้สึกหิวมาก ก็ย่อมต้องกินมาก เมื่อกินมากก็อ้วนได้ สอง เลือกชนิดอาหารที่มีแคลอรีต่ำก่อนตักเสมอ และสาม ยับยั้งปริมาณอาหารที่กินให้ได้ เหมือนที่ Dr.Azwiah Hashim ที่ปรึกษาด้านโภชนาการประเทศมาเลเซีย ฝากไว้ว่า “ There are no good foods or bad foods. The only bad thing about heavy dish, such as fried food for example, is the excessive amount we consume”

อาหารทุกชนิดที่คุณชอบจริงๆ แล้วก็สามารถกินได้ทั้งนั้น แต่ที่จะทำให้น้ำหนักขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่คุณกินเข้าไปต่างหาก ว่ามากเกินกว่าพลังงานที่ใช้ออกไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเราอ้วน!

ดังนั้นนักโภชนาการจึงแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณไปปาร์ตี้ได้สบายใจขึ้นไว้ดังนี้

กินอาหารมื้อปกติก่อนไปปาร์ตี้
เชื่อหรือไม่หลายคนเมื่อรู้ว่าตัวเองมีปาร์ตี้หรือกินเลี้ยงในค่ำวันนั้น ก็มักจะใช้วิธีงดอาหารมื้อประจำ เพราะกลัวว่ามื้อเย็นกินมากแล้วจะยิ่งอ้วน แต่บางคนก็คิดต่างไป เช่น อดมื้อกลางวันด้วยเหตุผลที่ว่า “เก็บท้องไว้กินตอนเย็น” โดยยอมปล่อยให้ท้องว่างเพื่อจะไปเติมเต็มอาหารอร่อยๆ ให้เต็มคราบในมื้อเย็น ซึ่งเป็นความไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าคุณท้องว่าง และหิวมาก เมื่อถึงงานปาร์ตี้คุณจะเลือกกินแบบยั้งใจได้ยาก และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้คุณไม่สามารถควบคุมน้ำหนักหรือทำตามหลักการ 3 ข้อในตอนต้นได้เลย เพราะความหิวจะทำให้คุณลืมทุกสิ่งและห้ามใจตัวเองได้ยาก



การจำกัดปริมาณอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นในวันที่มีปาร์ตี้คุณอย่าปล่อยให้ตัวเองหิว คุณควรจะกินอาหารให้ครบมื้อแต่เปลี่ยนเป็นอาหารที่เบาขึ้น เช่น มื้อเที่ยงเคยกินข้าวขาหมูก็ลองเปลี่ยนเป็นขนมจีนน้ำยา ซึ่งคนที่ควบคุมน้ำหนักก็ไม่ควรกินมากเกินไปอยู่แล้วในแต่ละมื้อ หรือก่อนถึงเวลาปาร์ตี้คุณอาจจะรองท้องเล็กน้อยจากบ้านหรือที่ทำงานไปก่อน เช่น สแน็กเล็กน้อย หรือสลัดสักจานเล็กๆ อย่าปล่อยให้หิวมากแล้วไปลุยเต็มที่ในงานปาร์ตี้ วิธีกินรองท้องไปก่อนนี้จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกหิวจนอยากอาหารมากเมื่ออยู่ในงานที่มีอาหารยั่วน้ำลายดารดาษอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกที่ไม่หิวมากจะช่วยให้คุณยั้งใจในการเลือกอาหารและตักอาหารในปริมาณน้อยได้ดี ทำให้คุณกินไม่มาก


รู้จังหวะสำคัญที่สุด
ในทุกงานปาร์ตี้คงเลี่ยงอาหารนานาชนิดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ บวกกับบางคนมีแนวคิดที่ว่า “เติมให้เต็มเป็นทุนไว้พรุ่งนี้” แบบนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดกันก่อนไปล่ะ ถ้าไม่อยากอ้วน

ลองวิธีนี้ดู หากงานปาร์ตี้นั้นเป็นแบบบุฟเฟต์ การตักอาหารครั้งแรก ให้คุณตักอาหารชนิดที่คุณอยากกิน ขอให้เลือกหลากหลายชนิดเข้าไว้ ซึ่งควรตักแต่พอประมาณเท่านั้น และให้กินอย่างช้าๆ ค่อยๆ เคี้ยวไม่ต้องรีบเพื่อกลับไปตักใหม่ หลังจากกินหมดในชุดแรกแล้ว ให้รอเวลาอีก 20 นาทีหรือกว่านั้น ถ้าคุณรู้สึกว่าอิ่มก็จงพอ ไม่ต้องไปตักเพิ่ม หรือถ้ายังอยากเติมอีกหน่อยก็ค่อยกลับไปตักใหม่ในปริมาณน้อย คุณอาจจะคุยสวนเสเฮฮากับเพื่อนๆ เดินแวะทักทายผู้คนให้เพลิดเพลินลืมเรื่องอาหารไปได้เหมือนกัน อีกทั้งการพูดคุยและการเดินคือการได้ระบายพลังงานที่สะสมอยู่ออกมารูปแบบหนึ่ง

ความสำคัญอยู่ที่ว่าการกินอาหารช้าๆ และหลากหลายจะได้ประโยชน์กับคุณมากที่สุด ทั้งการได้รับคุณค่าอาหารและการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากว่ากระบวนการย่อยอาหารเริ่มต้นขึ้นในปาก ตั้งแต่การเคี้ยว และในตัวเรามีสมองส่วนไฮโปธาลามัส (hypothalamus) ที่เป็นตัวคอยชี้นำความอิ่มอยู่ สัญญาณความอิ่มมักจะทำงานขึ้นหลังจากเราเริ่มต้นกินต่อเนื่องไปจน 20 นาที ก็จะรู้สึกอิ่มแล้ว สังเกตง่ายๆ ว่าคนที่หิวมากแล้วกินเข้าไปเต็มที่จะรู้สึกว่าอิ่มมากจนตัวพองในเวลาไม่เกินประมาณ 20 นาที ดังนั้นนึกดูว่าถ้าคุณกินช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป คุณก็จะรู้สึกอิ่มได้ในเวลา 20 นาที ปริมาณอาหารที่ได้รับก็จะไม่มากนัก ตรงข้ามกับคนที่กินเร็วเคี้ยวเร็ว มีโอกาสกลับไปตักอาหารเพิ่มอีก ซึ่งภายใน 20 นาทีของเขาย่อมได้รับปริมาณอาหารมากกว่าคุณแน่นอน

กินพอประมาณ - เลือกอาหารแคลอรีต่ำ
การไปปาร์ตี้สนุกได้เสมอและคุณสามารถลิ้มรสอาหารได้ทุกชนิดที่ต้องการ แต่ขอให้จำกัดปริมาณอาหารแต่เพียงหอมปากหอมคอ ชิมอย่างละนิดละหน่อย ถ้าจะเน้นปริมาณให้เน้นไปที่อาหารชนิดที่ให้แคลอรีต่ำ เช่น สลัดผัก ซุปใส ส้มตำ ยำวุ้นเส้น เป็นต้น

หากงานที่คุณไปจัดเป็นโต๊ะที่มีบริกรมาเสิร์ฟ คุณต้องกำชับเขาว่า “นิดหน่อยก็พอ” และถ้าเขาตั้งใจเสิร์ฟให้คุณรอบสองก็คงต้อง “พอก่อนดีกว่า” และหากว่าอาหารที่ขึ้นโต๊ะให้คุณตักเอง คุณก็ต้องเลือกกินอาหารที่ไขมันน้อยที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ไก่อบ ควรเลือกเนื้อบริเวณหน้าอกไม่ติดหนัง จะมีไขมันต่ำที่สุด หรือเลือกเป็นเมนูประเภทปลาก็น่าสนใจ นอกจากนี้ก็ควรกินอาหารที่มีน้ำเกรวี่หรือน้ำมันหอยราดมาด้วยแต่น้อยเช่นกัน
ส่วนของหวานถ้าเป็นเบเกอรี่ ช้อคโกแล็ต พุดดิ้ง ไอศกรีม ขนมที่มีกะทิ คงชิมได้อย่างละนิดก็เกินพอ แล้วเลี่ยงมากินผลไม้สด ฟรุ้ตสลัด เยลลี่ น่าจะเหมาะกว่า

นอกจากเคล็ดลับการกินอาหารให้ไม่อ้วนในงานปาร์ตี้แล้ว เรายังมีแนวคิดในการปรับพฤติกรรมประจำวันเพื่อช่วยรักษาน้ำหนักตัวคุณในช่วงเทศกาลงานเลี้ยงนี้แถมอีกด้วย ... เพื่องานปาร์ตี้แสนสนุกที่คุณไม่อยากพลาด

ลดน้ำหวานและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงบ้าง
เครื่องดื่มเป็นตัวสำคัญที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวได้มากเชียวล่ะ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะให้พลังงานมาก ( 7 กิโลแคลอรี ต่อกรัม) จึงทำให้อ้วนง่าย ไม่แพ้น้ำหวาน หรือน้ำอัดลม ในช่วงเทศกาลเช่นนี้ คุณอาจต้องไปงานเลี้ยงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็คงไม่พ้นการดื่ม ดังนั้นคุณควรต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มในชีวิตประจำวันเสียบ้าง เช่น คนที่เคยดื่มน้ำอัดลมทุกมื้ออาหาร หรือดื่มเบียร์เป็นประจำทุกเย็นย่ำ ช่วงนี้คงต้องงด แล้วเปลี่ยนไปดื่มน้ำผลไม้ น้ำแร่ หรือน้ำเปล่าแทน เพราะคุณมีงานปาร์ตี้รออยู่ ซึ่งหากคุณไม่ลดการดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงในชีวิตประจำวันเหล่านี้ลงบ้าง แล้วยิ่งไปเพิ่มการดื่มในงานปาร์ตี้เข้าไปอีก รับรองว่าเดือนนี้เป็นเดือนแห่งความอ้วนแน่นอน

ใช้พลังงานให้มากขึ้น
แน่นอนที่สุดค่ะ เมื่อเราได้รับพลังงานจากอาหารเข้าไปเท่าไรก็ย่อมต้องใช้พลังงานออกมาให้เท่าเทียมหรือมากกว่าจึงจะไม่อ้วน ร่างกายของคนเราเป็นกลไกอัตโนมัติที่ธรรมชาติสร้างมา เช่น บางคนเคยกินอาหารได้พลังงาน 2,000 แคลอรีต่อวัน ร่างกายก็จะเคยตัวและต้องการพลังงาน 2,000 แคลอรีทุกวัน หากคุณไม่ออกกำลังกายหรือใช้พลังงานไม่หมดก็จะสะสมเป็นไขมันจนกลายเป็นความอ้วน แต่ถ้าคุณกินให้น้อยลงกว่า 2,000 แคลอรีต่อวัน ร่างกายของคุณก็จะดึงเอาพลังงานที่สะสมไว้ออกมาใช้ น้ำหนักตัวจึงลดลงได้

ดังนั้นในช่วงเทศกาลการกินในเดือนแห่งการฉลองนี้ อย่าลืมว่านอกจากงานเลี้ยงสังสรรค์ แล้วยังมีของขวัญ ของฝากไม่น้อยเลยที่นิยมให้เป็นขนม คุณคงทนไม่ไหวแน่ที่จะมองของขวัญชิ้นอร่อยนั้นเฉยๆ ไหนตอนเย็นต้องไปปาร์ตี้อีก ทางหนึ่งที่จะควบคุมน้ำหนักตัวได้ในยามนี้คือการออกกำลังกายหรือใช้พลังงานให้มากขึ้น เช่น เล่นกีฬา เข้าฟิตเนส ให้ถี่ขึ้นและใช้เวลาในแต่ละครั้งให้นานขึ้น คนไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็อาจเริ่มต้นด้วยกิจกรรมง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน เช่น เริ่มวิ่งรอบบ้านทุกเช้า กระโดดเชือก เป็นต้น นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันให้มากขึ้นได้ เช่น เปลี่ยนจากขึ้นลิฟท์มาขึ้นบันไดแทน เดินออกไปกินมื้อเที่ยงแทนการสั่งเข้ามาในที่ทำงาน ทำงานบ้านด้วยตัวเองมากขึ้น หรือล้างรถเองแทนการนำรถไปล้างตามปั๊มน้ำมัน เป็นต้น

นอนหลับให้เพียงพอ
คุณเชื่อไหมว่าคนที่นอนหลับไม่เพียงพออาจเป็นสาเหตุให้เพิ่มน้ำหนักตัวได้ มีการวิจัยพบว่าคนที่นอนหลับพักผ่อนน้อยจะทำให้ร่างกายเกิดการเร่งการเผาผลาญ (metabolism) มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกหิวบ่อยขึ้นกว่าปกติ จนทำให้ต้องหาอะไรใส่ท้องบ่อยขึ้นด้วย ปริมาณพลังงานที่ได้รับก็ย่อมมากขึ้นตามไป และนี่คือเหตุผลที่คุณไม่ควรอดนอน

เพราะมัวแต่กลัวอ้วนจนไม่กล้าแตะต้องอาหาร แล้วไปทรมานตัวเองด้วยการนั่งดูคนอื่นกินแต่ของอร่อย คุณอย่ากังวลไปแต่ลองใช้เคล็ดลับต่างๆ ดังว่าดู แล้วก็สนุกให้เต็มที่กับงานปาร์ตี้มันๆ

หลากวิธีเหล่านี้ไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะ แต่ต้องอาศัยความตั้งใจสักหน่อย ในการควบคุมน้ำหนักตัวให้ได้ดี เมื่อเทศกาลแห่งความรื่นรมย์มาเยือน อย่าปล่อยให้การไปสังสรรค์ปาร์ตี้หมดสนุก


แหล่งที่มา » ปาร์ตี้ให้เต็มที่แต่ไม่อ้วน ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต(women.sanook )

Tip 22 การลดน้ำหนักแบบตรงใจ


(1) หากอยากกินขนม ให้ดื่มน้ำแทน เอาให้อิ่มไปเลย

(2) พยายามให้ตู้เก็บอาหารของเราว่างเปล่า เพื่อจะไม่ได้มีสิ่งยั่วยวนให้เราตบะแตก

(3) กินของที่มีรสชาติร้อนแรง เช่น พริกป่น ขิง ซอสพริก จากรายงานของ มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น พบว่ามันจะกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 25%


(4) ติดรูปนางแบบ หรือ นายแบบ ที่เราฝันอยากจะเป็น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการลดความอ้วน

(5) หลับเพื่อลดความอ้วน เมื่อคุณหลับโอกาสที่จะหาของกินย่อมมีน้อยลง

(6) เป็นนักช็อปที่ฉลาด มีรายชื่อข้าวของที่คุณต้องการที่จะซื้อ และให้ซื้อเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสไปซื้อของอ้วนๆมากิน

(7) กินข้าวเช้าเถอะที่รัก เพราะมันจะไม่ทำให้คุณหิวมากตอนช่วงกลางวัน

(8) ฟังเพลงที่มีสุนทรียรส (พวกเพลงอกหัก อย่าฟัง) นักวิจัยพบว่า สมองเราทำงานเมื่อเวลาฟังเพลงดีๆ เหมือนกับตอนที่เราหม่ำอาหารที่ชอบ

(9) อย่ากินจนกว่าจะนั่ง

(10) ดื่มชาเขียว มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่าการดื่มชาเขียวจะช่วย เผาผลาญแคลอรี พยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน

(11) เวลากินก็สนใจในสิ่งที่ตนเองกิน หากตอนที่เราดูทีวี อ่านหนังสือ หรือดู internet ก็อย่ากิน
(12) พยายามหาเวลาไปเดิน เพราะนอกจากจะช่วยเผาผลาญแคลอรีแล้ว แสงแดดยังช่วยทำให้ลดความอยากอาหารด้วย

(13) พยายามหมั่นแปรงฟัน เพราะมันช่วยลดความอยากของคุณได้

(14) กินพออิ่ม เหลือก็ช่างมันเถอะ อย่าเสียดาย ให้คิดเสียว่าหากกินเข้าไป เวลาจะลด อาจจะเสียเงินมากกว่า

(15) อย่าใจร้อนจะลดความอ้วนภายในพริบตา เพราะนอกจากมันจะทำไม่ได้แล้ว คุณจะเสียกำลังใจไปเปล่าๆ

(16) เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์

(17) ซื้อเชือกกระโดด มันเป็นการออกกำลังกายที่ดี และไม่เปลืองที่อีกด้วย

(18) บริหารก้น เมื่อคุณยืนรอรถเมล์ หรือ นั่งทำงาน ลองพยายามเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นแล้วก็คลาย มันไม่เพียงแต่ทำให้ก้นคุณกระชับ แต่มันทำให้เราผ่อนคลายด้วย (เอ้อ ดีแฮะ)

(19) ไปซื้อดัมเบลล์มาเล่นที่บ้าน เวลาว่างก็เอามันมายกขึ้นยกลง

(20) ลองขึ้นบันได้ทีละสองขั้น

(21) บ้านไหนมีสวน ก็ไปขุดดิน ตัดหญ้าบ้าง เอาแคลอรีออกไป

(22) ไปซื้อวิดีโอออกกำลังกาย เปลี่ยนบ้านให้เป็น ฟิตเนสเลย



แหล่งที่มา » siamfitness

แบบทดสอบด้านสุขภาพ


แบบทดสอบต่อไปนี้เพื่อทดสอบเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพของคุณสั้น ๆง่ายๆ ลองดู

คุณเลือกอะไรระหว่างน้ำยาบ้วนปากและยาสีฟัน
เฉลย : ยาสีฟัน
น้ำยาบ้วนปากทำให้ปากสดชื่นได้ไม่เกิน 20-30 นาที แล้วน้ำยาบ้วนปากยังผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้ปากแห้งอีกด้วย

เบคอนหรือไส้กรอกดี
เฉลย : เบคอน
เบคอน 1 ชิ้น ให้พลังงานน้อยกว่าไส้กรอก 1 ชิ้น

ชาหรือกาแฟดี
เฉลย: ชา
ชาดำหรือชาเขียวดีกว่ากาแฟ ชาเหล่านี้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงและป้องกันมะเร็ง

ผักต้มหรือผักนึ่งดี
เฉลย: ผักนึ่ง
ผักนึ่งยังคงคุณค่าสารอาหารมากกว่า

กระเทียมสดหรือกระเทียมผงดีกว่า
เฉลย: กระเทียมสด
เนื่องจากส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์ในกระเทียมคือ อัลลิซิน ซึ่งถูกทำลายได้งาย ถ้าท่านทุบกระเทียมมากไป ดังนั้นกระเทียมสดน่าจะดีที่สุด

โรคอ้วนอันตรายอย่างไร

พ.ญ.ปิติพร รัตนทวีบุญ

ท่านเชื่อไหมว่าชายไทยน้ำหนักเกินร้อยละ 19 และร้อยละ 3 มีโรคอ้วน ส่วนหญิงไทยน้ำหนักเกินร้อยละ 33 และร้อยละ 9 มีโรคอ้วน ซึ่งดูเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ สาเหตุก็เนื่องจากอาหารการกินที่อุดมไปด้วยแป้งและไขมันนานาชนิดในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งชีวิตที่สะดวกสบายขาดการออกกำลังกาย ทำให้พลังงานที่เข้าสู่ร่างกายมากกว่าที่ใช้ไป ดังนั้นร่างกายจึงสะสมพลังงานส่วนเกินในรูปไขมันทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา

ความอ้วนมีอันตรายอย่างไร

ไม่น่าเชื่อว่าโรคอ้วนนำมาสู่โรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง นิ่วในถุงน้ำดี ปวดเข่า ปวดหลัง นอนกรน ทางเดินหายใจอุดกั้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุมดลูกและมะเร็งลำไส้

ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าเป็นโรคอ้วน

คุณต้องคำนวณดัชนีมวลกาย โดย ดัชนีมวลกาย=น้ำหนัก(กิโลกรัม)/ส่วนสูง(เมตร) 2
เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม สูง 1.52 เมตร ดัชนีมวลกาย = 50/1.522

= 21.6

ดัชนีมวลกาย ≥ 25 เรียกว่าน้ำหนักเกิน แต้ถ้า≥ 30 เรียกว่าโรคอ้วน

จะทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอ้วน

การรักษาต้องประกอบด้วยการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อลดพลังงานส่วนเกินที่เข้าสู่ร่างกาย คุณควรรับประทานอาหารที่ให้แคลอรี่ต่ำ เน้นผักและผลไม้ไม่หวานจัด รับประทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีนึ่งต้ม มากกว่าผัดทอด งดน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำหวาน ส่วนการออกกำลังกาย หากคุณไม่มีเวลาให้เริ่มแรกเน้นกิจกรรมในชีวิตประจำวันก่อนเช่นขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ เป็นต้น แต่ถ้าคุณมีเวลาควรออกกำลังกาย อาทิตย์ละ 3-5ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง จะเป็นประโยชน์ต่อหัวใจและป้องกันเบาหวานได้ด้วย
สำหรับยารักษาโรคอ้วนที่ได้รับการยอมรับให้ใช้ในขณะนี้ประกอบด้วย 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกลดการดูดซึมของไขมันในลำไส้ และอีกกลุ่มลดความอยากอาหาร แต่อย่างไรก็ตามยาทั้ง 2 กลุ่มควรใช้ในกรณีมีข้อบ่งชี้ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

20 วิธีเอาชนะโรคภูมิแพ้



หากอาการน้ำมูกไหล จมูกฟึดฟัด จาม และคันจากโรคภูมิแพ้เป็นหนักทำให้คุณต้องชื้อกระดาษทิชชูมาตุนไว้เต็มบ้านเพื่อรับมือกับอาการเหล่านี้คุณน่าจะหันมาปรับเปลี่ยนร่างกายให้ทำสงครามตอบโต้การโจมตีจากโรคภูมิแพ้ที่ทำเอาคุณย่ำแย่มานานปีเสียที จะได้จบสิ้นอาการที่น่ารำคาญลงได้ ภาวะภูมิแพ้อาจไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน 20 วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้ป้องกันตัวเองจากโรคนี้

1. เลือกกินเนื้อไก่แทนเนื้อวัว ผลงานวิจัยโครงการ 2 ปี ที่ศึกษาผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหวัดแพ้อากาศ 334 ราย และผู้ที่ปกติดี 1,336 ราย พบว่าผู้ที่ได้รับกรดไขมันแปรรูปทรานส์โอเลอิก (รูปแบบหนึ่งของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว) ในอาหารโดยเฉพาะเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวปริมาณสูงสุด มีแนวโน้มเป็นโรคหวัดแพ้อากาศมากเป็น 3 เท่าของผู้ที่ได้รับกรดไขมันดังกล่าวในปริมาณต่ำสุด โชคยังดีที่น้ำมันมะกอกแม้จะมีกรดโอเลอิกอยู่มากแต่ก็ไม่ได้อยู่ในรูปของไขมันแปรรูปหรือ ไขมันทรานส์

2. กินน้ำมันปลาหนึ่งเม็ดเป็นอาหารเสริมทุกเช้าหลังแปรงฟัน การศึกษาผู้ที่เป็นโรคหอบหืดชนิดเกิดจากภูมิแพ้ พบว่าผู้ที่กินน้ำมันปลาเป็นประจำทุกวันนาน 1 เดือนจะมีระดับลูไคไทรอีนส์ซึ่งเป็นสารเคมีที่ก่อเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ลดลง


3. กินกีวี1 ผลทุกเช้า วิตามินซีในผลกีวีเป็นสรต้านฮิสตามีนตามธรรมชาติ การศึกษาบางชิ้นพบว่าการมีระดับวิตามินซีต่ำมักทำให้เกิดภูมิแพ้ จึงควรกินวิตามันซีเสริมทันทีเมื่อมีอาการกำเริบ เราอาจเลือกผลไม้อื่นที่มีวิตามินซีสูงเช่น มะขามป้อม


4. เปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะไม่เพียงช่วยขจัดความชื้อซึ่งอาจก่อเชื้อรา แต่ยังกรองสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้ามาในบ้าน หมั่นทำความสะอาดหรือเปลี่ยนที่กรองบ่อยๆ มิฉะนั้นอาจกลับทำให้แย่ลงได้


5. ทำความสะอาดเครื่องเรือนและพรมด้วยเครื่องดูดฝุ่นไอน้ำ เติมสารละลายไดโซเดียมออกตาบอเรตเตตร้าไฮเดรต หรือ ดีโอที ซึ่งได้จากธาตุโบรอนลงในน้ำด้วย วารสารAllergy ฉบับปี 2547 ตีพิมพ์ผลการศึกษาหนึ่งว่า สารดีโอทีช่วยลดปริมาณตัวไรฝุ่นและลดสารภูมิแพ้จากไรฝุ่นลงในระดับที่ปลอดปฏิกิริยาต่อร่างกายได้นาน 6 เดือน

6. กินเคอร์ซิทินขนาด 250 มก. วันละ 3 เม็ด สารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติชนิดนี้นับเป็นฟลาโวนอยด์ หรือสารจากพืชที่มีสรรพคุณต้านการอักเสบ เป็นยาแก้โรคภูมิแพ้จากสารธรรมชาติที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

7. หมั่นทำความสะอาดรางน้ำไม่ให้อุดตัน เพราะจะเป็นที่เติบโตของเชื้อราซึ่งเป็นตัวทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบหนักขึ้น

8. เปิดพัดลมดูดอากาศขณะอาบน้ำหรือเปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเทอยู่เสมอ หลังการอาบน้ำ หมั่นดูแลห้องน้ำให้แห้งเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อรามีโอกาศเจริญเติบโต

9. ใช้น้ำร้อนล้างม่านกันส่วนอาบน้ำ และนำออกซักด้วยน้ำยาฟอกขาวทุกเดือน รวมถึงถอดฝักบัวอาบน้ำออกทำความสะอาดทุก 2-3 เดือน

10. เปิดหน้าต่างรับแสงแดดในฤดูหนาว แสงแดดธรรมชาติช่วยขับไล่ความชื้น ทำให้อากาศแห้ง ไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อรา

11. ซักเครื่องนอนในน้ำร้อนทุกสัปดาห์ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดไรฝุ่นตัวจิ๋วที่น่ารำคาญ ซึ่งพิสมัยเตียงนอนของคุณมากกว่าเจ้าของเตียงเสียอีก

12. ตามไปดูที่ปลายช่องระบายอากาศของเครื่องอบผ้า ให้แน่ใจว่ามันยื่นออกไปนอกบ้าน ในกระบวนการอบผ้าหลังการซักทุกครั้งจะมีความชื้นราว 20 ปอนด์เล็ดลอดออกไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง ควรตามท่อไปดูว่าเชื้อราได้ก่อตัวอยู่ตรงบริเวณช่องระบายอากาศนั้นหรือไม่

13. ทำความสะอาดถาดรองน้ำใต้ตู้เย็นด้วยสารฟอกขาวแล้วโรยเกลือ การเติมเกลือลงไปช่วยลดอัตราการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ

14. รดน้ำไม้กระถางแต่พอประมาณ อย่าลืมโรยก้อนกรวดบนหน้าดินในกระถางทุกใบเพื่อป้องกันไม่ให้สปอร์เชื้อราลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ

15. ใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์จัดเก็บบ้านให้สะอาด โละเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่คุณไม่เคยใช้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทิ้งไป ย้ายอุปกรณ์กีฬาให้เข้าที่เข้าทาง ทำความสะอาดรองเท้าทุกคู่ เก็บใส่ถุงแขวนให้เป็นระเบียบ เมื่อทำเสร็จคุณจะมองเห็นพื้นตู้และฝาหลังตู้ได้อีกครั้ง ที่นี้ดูดฝุ่นทุกสิ่งทุกอย่างให้สะอาด ปริมาณฝุ่นในบ้านจะลดลงมากทีเดียว

16. ปิดประตูห้องนอนไม่ให้สุนัขและแมวเข้ามาได้ วิธีนี้ช่วยลดรังแคหรือสะเก็ดผิวหนังแมวและสุนัขที่หลายคนมีอาการแพ้ได้ดี

17. เลือกพรมเช็ดเท้าชนิดที่ทำจากสารสังเคราะห์ พรมเช็ดเท้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ(พวกเครื่องจักรสาน) อาจเปื่อยหรือผุจนกลายเป็นแหล่งอาหารของเห็บหมัด หรือเชื้อรา จนกระทั่งมันมาสถิตย์อยู่ในบ้าน จึงควรซักล้างพรมเช็ดเท้าทุกอาทิตย์ฃ

18. ทำความสะอาดเศษแมลวที่ค้างอยู่ที่ระเบียงหรือซุ้มประตูทางเข้าบ้าน เมื่อเศษแมลงย่อยสลาย มันจะกลายเป็นแหล่งสารก่อภูมิแพ้เลยทีเดียว

19. ทำชั้นวางรองเท้าไว้หน้าบ้าน และถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เพื่อลดปริมาณฝุ่น เชื้อราและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆที่อาจติดเข้ามา

20. อ่านฉลากให้ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่สารเติมแต่งชนิดโมโนโซเดียมเบนโซเอต มีกรณีศึกษาของอิตาลีพบว่าสารชนิดนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการคล้ายอาการภูมิแพ้ เช่น น้ำมูกไหล จาม แน่นจมูก ในกลุ่มผู้ที่ได้ได้เป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน นอกจากนี้ยังมักพบสารกันบูดในน้ำส้มคั้น ใส้ขนมพาย อาหารดอง มะกอก และน้ำสลัดอีกด้วย



12 วิธีใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย



1. เอามือซุกกระเป๋าไว้ตลอดเวลา หากจุลินทรีย์ที่มือผ่านเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เจ็บไข้ อย่าลืมว่ามีฝูงชนที่ไหนมีเชื้อโรคที่นั่น

2. พกน้ำยาทำความสะอาดมือติดตัวไปด้วย ใช้หลังจากหยิบจับอะไรต่ออะไรก่อนกินอาหาร และทุกเมื่อที่รู้สึกมือเปื้อนสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

3. มองหาเครื่องหมายทางออกฉุกเฉินเมื่อคุณเข้าไปในสถานที่ขนาดใหญ่ การศึกษาพบว่าเหตุอันตรายในงานคอนเสิร์ตมักเกิดขึ้นเมื่อคนพยายามหาทางออก

4. มีปลั๊กเสียบหูไว้ในกระเป๋าเพื่อกั้นเสียง ถ้าการแสดงมีเสียงดังเกินไป หรือคุณต้องไปอยู่ข้างลำโพงขยายเสียง ใช้เสียบหูกั้นเสียงไว้

5. สังเกตดูว่าอาคารนั้นจุคนได้เท่าไหร่ (ควรมีตัวเลขแสดงบนป้ายใกล้ๆกับประตูด้านหน้า) ถ้าคุณรู้สึกว่าจำนวนคนชักจะมากเกินไปแล้วคุณต้องทำให้ลดลง 1 คน คือ ตัวคุณเอง

6. นัดแนะจุดนัดพบกับครอบครัวหรือเพื่อนในกรณีพลัดหลง ควรเลือกเตรียมไว้ 2 ที่ ที่หนึ่งอยู่ด้านใน อีกที่อยู่ด้านนอก

7. หากมีการเหยียบย่ำกัน ควรเลี่ยงออกทางด้านข้างของฝูงชนมาที่กำแพง แล้วแนบตัวเองกับกำแพงจนฝูงชนกระจายกันออกไปหรือจนกว่าคุณจะหาทางออกที่ดีกว่านั้น ถ้าคุณยังจดจำช่องทองออกฉุกเฉินได้ก็นับว่าคุณโชคดีกว่าที่จะไปถึงทางออกนั้น

8. จัดอาหารกลางวันไปกินเอง แต่ถ้าอดซื้อไม่ได้ควรตรวจสอบบรรดารถเข็นต่างๆก่อนซื้อโดยตรวจความสะอาดของรถเข็น สังเกตมือไม้ของคนขายว่าสวมถุงมือหรือไม่ หากหยิบจับเงินทองแล้วหยิบจับอาหารขายทันทีหรือไม่ เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าอาหารของเขาทำให้เจ็บป่วยหรือเปล่า แต่ที่แน่นอนคือคุณต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงไม่สุกดีนัก เช่น เนื้อที่ยังออกสีชมพู หรือเนื้อที่เย็นชืดเวลาเสริฟ ในสถานที่ที่มีแต่อะไรก็ไม่รู้วางขายเต็มไปหมด สิ่งที่คุณต้องเสี่ยงมากที่สุดคือ อาหารเป็นพิษ

9. พกพากระดาษเช็ดมือพับใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าสตางค์ไปด้วย คุณจะได้มีกระดาษชำระไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

10. แช่ขวดน้ำในช่องแช่งแข็ง 1 คืนก่อนวันไปเที่ยว คุณจะได้ประหยัดค่าน้ำที่มักขายเกินราคาในงานและขณะที่น้ำแข็งละลายคุณก็มีน้ำเย็นเจี๊ยบแก้กระหายได้ทันที

11. สวมเสื้อผ้าเป็นชิ้นๆ ฝูงชนดันเข้ามารอบตัว คุณรู้สึกร้อนเหลือเกิน แล้วในที่สุดคุณก็เป็นลมทรุดลงกับพื้น อย่าให้เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ถ้าคุณใส่เสื้อเป็นชิ้นๆ คุณจะได้ถอดออกทีละชิ้นเมื่อรู้สึกร้อนเกินไป และข้อดีอีกอย่างในการสวมเสื้อหลายชั้น คือ เวลาที่อุณหภูมิลดลงหรืออากาศเย็นลง คุณก็มีเสื้อเตรียมไว้สวมทับอีกชั้น

12. เดินออกก่อนม่านปิด หรือก่อนการแสดงหรืองานหรือภาพยนต์เลิก คุณจะได้ไปก่อนที่ฝูงชนจะทะลักออกมาพร้อมกัน และออกจากที่จอดรถได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เพื่อไม่ให้มีอะไรมาทำลายความสุขยามไปเที่ยวนอกบ้าน ไม่มีตอนจบที่ชวนเครียดอันเป็นสาเหตุให้เพิ่มความดันโลหิตแต่อย่างใด

อย่าให้ความชรามาเร็วกว่าที่คุณคิด


เมื่ออายุมากขึ้น เป็นธรรมชาติที่ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลง เนื่องมาจากความเสื่อมของเซลล์ เพราะเมื่อเซลล์แบ่งตัวมากขึ้นถึงระยะหนึ่งเซลล์จะไม่สามารถแบ่งตัวได้อีกต่อไป ทำให้เซลล์ตาย นอกจากนี้เมื่อเซลล์มีการเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงาน ก็จะเกิดอนุมูลอิสระขึ้น ซึ่งถ้าเกิดระหว่างมีการแบ่งเซลล์ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ อวัยวะต่างๆก็ประกอบด้วยเซลล์ หากเซลล์ด้อยประสิทธิภาพลงก็ย่อมส่งผลต่ออวัยวะต่างๆนั่นเอง และนี่เองเป็นต้นกำเนิดแห่งความเสื่อมชราของร่างกาย

การเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณอายุมากขึ้น

- สายตา จะมีปัญหาสายตายาว ต้อกระจก

- หู ได้ยินไม่ชัด หูตึงโดยเฉพาะเสียงแหลมเล็ก

- การได้กลิ่นและการรับรสลดลง

- กระดูกบางลง เอ็นและข้อขาดความยืดหยุ่น มวลกล้ามเนื้อลดลง ปริมาณไขมันในร่างกายสะสมมากขึ้น เผาผลาญลดลง ทำให้อ้วนง่ายเมื่ออายุมากขึ้น

- ระบบย่อยอาหาร ลำไส่เคลื่อนไหวช้าลง

- สมรรถภาพการทำงานของตับและไตลดลง

- เส้นเลือดแข็งตัวและขาดความยืดหยุ่น ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง

- ผิวหนังเหี่ยวย่น บางลงและแห้ง ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง

- ฮอร์โมนเพศลดลงทำให้หมดประจำเดือน หน้าอกหย่อนคล้อยเล็กลง ช่องคลอดบางลง

การชะลอการเสื่อมสภาพของร่างกาย

- ควรรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารปรุงแต่ง แปรรูป และอาหารขยะ (Junk food) โดยเฉพาะพวกเบอร์เกอร์ ของทอด อาหารหวานจัด อาหารไขมันสูง

- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารโปรตีนและอาหารคาร์โบไฮเดรตพร้อมกัน แนะนำให้ทานโปรตีนกับผัก หรือคาร์โบไฮเดรตกับผัก

- รับประทานสับประรดหรือมะละกอก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยในการย่อยอาหารได้ดีขึ้น

- ไม่ควรรับประทานอาหารดึกเกินไป ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป และอาหารย่อยยากอีกด้วย

- ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันและโปรตีนสูงจนเกินไป เช่น เนื้อแดง เนย

- รับประทานผักให้มาก อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เนื่องจากมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่าย มีวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

- ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และสมองก็ต้องใช้เวลาในการรับรู้ความอิ่ม ทำให้ไม่รับประทานมากเกินไปก่อนจะรู้สึกอิ่ม

ข้อปฏิบัติตัวในการลดน้ำหนัก


1.ลดปริมาณอาหารที่รับประทานโดยเเนะนำลดอาหารประเภทข้าวเเละแป้งลงครึ่งหนึ่งที่รับประทานเช่นเคยตักเต็มจาน ให้ลดลงเหลือครึ่งจาน เเละเพิ่มส่วนที่เป็นผักมาในส่วนที่ลดข้าวลงเเละเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน 1ใน 8 ส่วนของจานดังรูป โดยสามารถรัปประทานผักได้ไม่จำกัดจำนวน ทำให้อิ่มนานเเละให้พลังงานต่ำดังรูป
2.ไม่ตักข้าวเพิ่มอีก
3.งดรับประทานของขบเคี้ยว พวกขนมถุงๆทั้งหลาย งดขนมหวาน น้ำอัดลม (ยกเว้นจำพวก 0 เเคลอรี่) งดน้ำหวาน น้ำผลไม้ เหล่านี้อ้วนจ้าอ้วน
4.งดอาหารไขมันสูง อาหารที่ทอดอมน้ำมัน เนื้อติดมัน ให้ตัดเอาส่วนมันๆออก เอาหนังออกเช่นหนังเป็ด หนังไก่ ควรปรุงอาหารโดยการต้ม ย่าง นึ่ง อบ เเทนผัด ทอด
5.รับประทานผลไม้แทนขนมหวานระหว่างมื้อที่หิว เน้นผลไม้ไม่หวานปริมาณปานกลางเช่น ส้ม 1 ผล ฝรั่ง 1 ลูกเล็ก แอปเปิ้ล 1 ผล ชมพู่ 2 ผล รับประทานครั้งละชนิด ถ้ารับประทานผลไม้หวานจัดก็อ้วนนะจ๊ะ หากอยากทานต้องปริมาณไม่มาก ยกตัวอย่างเช่น ลำใย 7-8 ลูก ขนุน 2 กลีบ มังคุด 2-3 ลูก ต่อครั้ง ถ้ารับประทานเป็นกิโล น้ำหนักยากนักที่จะลด
6.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับคนติดกาแฟ กาเเฟที่ปรุงเสร็จไม่ควรดื่ม ควรชงเองโดยใช้น้ำตาลเทียมเเละใช้นมสดแทนนมข้นหวานหรือครีมเทียม
7.รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวช้าๆ ช่วยให้ทานได้น้อยลง เเละอิ่มง่ายขึ้น
8.ออกกำลังกาย 30 นาทีทุกวัน
9.ควรบันทึกอาหารที่รับประทานในเเต่ละวันเพื่อนำมาคิดพลังงานที่ได้รับ (จะบอกวิธีการคิดง่ายๆในครั้งถัดๆไปนะคะ)
ควรควบคุมปริมาณแคลอรี่ในเเต่ละวัน 800-1500 กิโลเเคลอรี่(ซึ่งเเล้วเเต่บุคคล ) ควรลดน้ำหนักครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ เป้าหมายคือลดน้ำหนัก 10% ใน 6 เดือนค่ะ

ตัวอย่างอาหารจานเดียว

อาหาร ปริมาณ (จาน) แคลอรี่
ข้าวมันไก่ 1 459
ข้าวหมูเเดง 1 254
ขนมจีนน้ำยา 1 130
ขนมจีนน้ำพริก 1 292
ราดหน้า 1 290
ผัดซีอิ้ว 1 425
ผัดไทย 1 411
สุกี้ยากี้น้ำ 1 221
กระเพาะปลา 1 138
ผัดผักบุ้งเต้าเจี้ยว 1 75
ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย 1 126
ผัดถั่วงอกกับน้ำมัน 1 70
ข้าวผัดใบกระเพาะ 1 540

อาหารว่าง

อาหาร ปริมาณ แคลอรี่
สาคูไส้หมู 6 ลูก 168
กุยช่าย 3 อัน 159
ทอดมัน 5 ชิ้น 185
มันฝรั่งทอด 10 ชิ้น 155
แฮมเบอเกอร์ 1 อัน 283
กล้วยแขก 5 ชิ้น 253
ครัวซอง 2 ตัว (ขนาดกลาง) 406
คุ็กกี้เนยธรรมดา 17 ชิ้น (ชิ้นละ 7 กรัม) 467
คุ็กกี้ข้าวโอ๊ตลูกเกด 4 ชิ้น (ชิ้นละ 25 กรัม) 410
เค้กเนย ขนาด 1 ปอนด์เเบ่งเป็น 5 ชิ้น 1 ชิ้น =388
เค๊กช็อกโกเเลต ขนาด 1 ปอนด์เเบ่งเป็น 5 ชิ้น 1 ชิ้น =358
ไอศกรีมวานิลา 3 ก้อนกลม (ขนาดธรรมดา) 202
ไอศกรีมช็อกโกเเลต 3 ก้อนกลม (ขนาดธรรมดา) 216

ที่มาhttp://www.perfectly-health.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538727325&Ntype=2

อาหารต้องห้ามสำหรับโรคต่างๆ



เป็นไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก ทำให้เกิดความร้อนสะสม

โรคกระเพาะ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเล่านี้ทำให้ความร้อนสะสม โรคจะหายยาก ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

โรคความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคลอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไข่ปลา รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารรสเผ็ด หรืออาหารที่หวานมากๆ เพราะเป็นอาหารที่ทำให้เกิดความร้อน และความชื้นสะสมในร่างกายนี้จะเกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย ทั้งความร้อนก็จะไปกระตุ้นให้ความดันสูง


โรคหัวใจและโรคไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เพราะจำทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดช้าเป็นผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะกระตุ้นการไหลเวียน สูญเสียพลังงาน และหัวใจทำงานหนักขึ้น

โรคตับและถุงน้ำดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เนื่องจากแพทย์จีนถือว่าตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การรับประทานอาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไป จะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลง เกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

โรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรีสูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับประทานอาหาร จำพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

โรคนอนไม่หลับ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอนหรือนอนหลับไม่สนิท

โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทกระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก ปละอาหารริดสีดวงทวารกำเริบ

ลมพิษ ผิวหนังอักเสบหรือโรคหอบหืด ควรหลีกเลี่ยงนมแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไปกระตุ้นอาการ ทำให้อาการของโรคผิวหนังกำเริบ

สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลให้ความร้อนชื้นเข้าไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

8 วิธีหลีกหนี่ความแก่


เคยสังเกตไหมคะว่า ทำไมบางคนจึงดูเด็กกว่าวัย หรือบางคนก็กลับมีหน้าตาไปไกลกว่าอายุโข นอกจากเหตุผลเกี่ยวกับกรรมพันธุ์แล้ว ก็ยังมีสาเหตุที่ต้องระมัดระวังยิบย่อยที่คุณไม่ควรมองข้ามเหล่านี้อีกด้วยค่ะ รวบรวมมาสำหรับคนไม่อยากแก่โดยเฉพาะ

1. ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแคลอรีโดยรวมต่อวัน

2. ควรแทนที่น้ำอัดลมด้วยน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าไม่ทำปฏิกิริยา (Hydrating) ซึ่งมีผลกับผิวพรรณ นอกจากนั้นในน้ำอัดลมขนาด 12 ออนซ์ยังมีน้ำตาลถึง 40 กรัม

3. อ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างพิถีพิถัน เพื่อจะได้ทราบว่าในกระบงนการผลิตนั้นมีน้ำตาลอยู่มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อคุณเจอชื่อ ของบาร์เลย์ มอลต์(barley malt) น้ำตาลข้าวโพด(corn syrup) มอลโทส (maltose) ฯลฯ ต้องระวัง

4. หลีกเลี่ยงฟรักโทสจากน้ำตาลข้าวโพด (fructose corn syrup) ที่มีปริมาณสูง เพราะเป็นน้ำตาลประเภทหนึ่งที่เชื่อว่าทำให้แก่กว่าวัย

5. กินวิตามินบี (บี1และบี6) อย่างน้อย 1 มิลลิกรัมต่อวัน

6. อย่าลืมวิตามินซี เพราะสามารถช่วยต่อต้านริ้วรอยให้คุณได้

7. ถ้าคุณสูบบุหรี่ควรจะเลิกอย่างด่วนค่ะ เพราะบุหรี่คือตัวการสำคัญของรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และมีผลกับผิวพรรณโดยรวมของคุณ

8. เครื่องสำอางประเภทที่ต่อต้านความแก่ (anti-aging) ทั้งที่เป็นเซรั่ม หรือครีมนั้นใช้เถอะค่ะ แม้ว่าจะไม่มีการรองรับอย่างเป็นทางการว่าช่วยได้จริงกับทุกคนก็ตาม

ดูแลตัวเองขนาดนี้แล้วไม่ใสปิ๊งก็ให้รู้ไปสิคะ

เมนูอาหารสำหรับ ลดน้ำหนัก สูตรเด็ด


มื้อเช้า ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งทานสลับกันไปทุกวัน

ไข่ต้มไม่สุกนัก ใส่พริกไทยดำมากๆ เกลือเล็กน้อย 1 ฟองเท่านั้น
ข้าวโอ๊ตชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ
น้ำเต้าหู้ใส่ลูกเดือย 1 ถ้วยข้าวต้ม
ข้าวต้มกับยำกุ้งแห้ง 1 ที่
แฮมนึ่ง 2 แผ่น
สลัดผักสด 1 ถ้วย
แอปเปิ้ลแดง 1 ผลหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
น้ำผักผลไม้ เช่น แครอทปั่นกับแอปเปิ้ลเขียว
ขนมปังโฮลวีตปิ้งทาเนยถั่ว 1 แผ่นกับชาสมุนไพร
เมล็ดทานตะวัน+เมล็ดฟักทอง 1 จานเล็ก (จานรองถ้วยกาแฟ)
ลูกเกดหรือลูกพรุนแห้ง 3 ช้อนโต๊ะ
ซุปเห็ดสด หรือต้มจืดเห็ด 1 ถ้วย
ถั่วลันเตานึ่งหรือต้มโรยเกลือ หรือราดซอสพริก 1 ถ้วยข้าวต้ม
จับฉ่าย 1 ถ้วยข้าวต้ม
ซุปผักโขม 1 ถ้วย


มื้อกลางวัน ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งทานสลับกันไปทุกวัน

น้ำแอปเปิ้ล 1 แก้ว+ ส้ม 2 ผล
แครอทต้ม 1 จานเล็ก (จานรองกาแฟ) กับแฮมนึ่ง 1 แผ่น
ขนมจีนน้ำยาป่า 1 จานเล็ก
ยำเห็ด หรือยำก้านคะน้า 1 จาน
ไข่ดาวใส่พริกไทยดำมากๆ แม็กกี้เล็กน้อย 1 ฟอง
แกงจืดเต้าหู้ขาวใส่ผักกาดขาว 1 ถ้วย
เกี๊ยวน้ำไม่ใส่หมูแดง 1 ถ้วยเล็ก
กล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า 1 ลูก
สลัดผักใส่ทูน่า 2 ช้อนโต๊ะ 1 ถ้วย
ข้าวต้มกุ้ง 1 ถ้วยเล็ก
แอปเปิ้ลเขียว หั่นชิ้นเล็ก 1 ผล
แกงส้มผักรวม 1 ถ้วย
มะเขือเทศ+แตงกวาสไลด์บางๆ แช่เย็น 1 จาน
สลัดผลไม้ เช่น ชมพู่ แอปเปิ้ล สับปะรด หั่นชิ้นเล็กๆ บีบมะนาวโรยน้ำผึ้ง
ส้มตำมะละกอ 1 จาน
ผัดถั่วงอกไม่ใส่หมู 1 จาน

มื้อเย็น ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งทานสลับกันไปทุกวัน

แกงจืดผักโขมไม่ใส่หมู 1 ถ้วย
ส้มตำแครอท+มะละกอ 1 จาน
ฝรั่งหั่นชิ้นเล็ก 1 ผล
ข้าวต้ม 1 ถ้วย + จับฉ่ายครึ่งถ้วย
แฮมนึ่ง 3 แผ่น
สลัดผลไม้รวม
ผัดผักบุ้งไฟแดง 1 จาน
ไข่ต้มไม่สุกนัก ใส่พริกไทยดำมากๆ 1 ฟอง
ถั่วลิสงต้ม 1 ถ้วยข้าวต้ม
ซุปเห็ดหรือซุปหัวหอม 1 ถ้วย
ผักนึ่งกับน้ำพริก เช่น กวางตุ้ง หน่อไม้ ถั่วพู ถั่วฝักยาว
แอปเปิ้ลเขียว หั่นชิ้นเล็กๆ 2 ผล
สลัดผักรวมใส่ไข่ต้มครึ่งฟอง 1 ถ้วย
แกงจืดฟักหรือหัวไช้เท้า ไม่ใส่เนื้อสัตว์ 1 ถ้วย
ผักสดๆ แช่เย็น จิ้มซอส เช่น แตงกวา มะเขือเทศ แครอท ดอกกะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง

แหล่งที่มา : Ladytip.com

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สูตรน้ำข้าวกล้องงอก ขึ้นโต๊ะเสวย


สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เผยสูตรน้ำข้าวกล้องงอก ขึ้นโต๊ะเสวย"ในหลวง"ชาวบ้านทำกินเองได้ง่ายราคาไม่แพง สารอาหารครบถ้วน อธิบดีกรมการข้าว รายงาน รมต.เกษตรฯ-ปลัดฯ นำข้าวกล้อง งอกปลุกกระแสให้คนไทยรู้คุณค่าข้าวไทย ช่วยเพิ่มรายได้ชาวนา

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับการผลิตน้ำข้าวกล้องงอกกันเถอะ


ข้าวกล้อง หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องแทนข้าวขาว(ข้าวสาร) เนื่องจากข้าวกล้องผ่านกรรมวิธีการสีเพียงครั้งเดียว เพื่อเอาเปลือก(แกลบ)ออกไป ทำให้ข้าวที่เหลือยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว(รำ)อยู่ครบถ้วน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้ล้วนอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวประเภทอื่นๆ


ข้าวกล้องที่ไม่ได้ผ่านการถนอมคุณค่าอย่างถูกหลักวิชาการ หลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว จะเสื่อมสภาพลงทุกๆวินาที ไม่ว่าจะบรรจุในภาชนะพิเศษสูญญากาศ หรือไม่ก็ตาม สาเหตุจากเอนไซน์ไลเปส ในข้าวกล้องจะไปย่อยกรดไขมัน มีผลให้กรดไขมันที่มีในข้าวกล้องเสื่อมสภาพลง จนมีกลิ่นเหม็นหืนในที่สุด นอกจากนี้ปฏิกิริยายังก่อให้เกิดปัญหาอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายได้ด้วย


เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอก จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหารเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสารกาบา นอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารสูงขึ้นอยู่แล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดา จึงง่ายแก่การหุงรับประทานได้โดยไม่ต้องผสมกับข้าวขาว


จากการศึกษาทางกายภาพและทางชีวเคมีพบว่า เมล็ดข้าว ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ด หรือแกลบ ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้อง ในเมล็ดข้าวกล้องประกอบด้วย จมูกข้าว หรือ คัพภะ รำข้าว(เยื่อหุ้มเมล็ด) และเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีโปรตีน วิตามินบี วิตามินอี และแร่ธาตุ ที่แยกไปอยู่ในส่วนต่างๆของเมล็ดข้าว นอกจากนี้ยังพบสารอาหารประเภทไขมัน ที่พบได้ในรำข้าวเป็นเสียส่วนใหญ่


ข้าวเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี การเปลี่นแปลงจะเริ่มขึ้น เมื่อน้ำได้แทรกเข้าไปในเมล็ดข้าว โดยจะกระตุ้นให้เอนไซน์ภายในเมล็ดข้าวเกิดการทำงาน เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีโมเลกุลเล็กลง และน้ำตาลรีดิวซ์ นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เกิดเป็น กรดอะมิโนและเปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมสารเคมีสำคัญๆ เช่น แกมมาออริซานอล โทโคฟีรอล โทโคไตรอีนอล และโดยเฉพาะสารแกมมาอะมิโนบิวทิริกแอซิด หรือ ที่รู้จักกันว่า สารกาบา หรือ GABA


สารกาบาเป็นกรดอะมิโน จากกระบวนการ decarbory lation ของกรดกลูตาบิก กรดนี้มีความสำคัญในการทำหน้าที่ สารสื่อประสาท ในระบบประสาทส่วนกลางและสารกาบา ยังเป็นสารสื่อประสาท ประเภทสารยับยั้ง โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย และนอนหลับสบาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับและเกิดสาร lipotropic ป้องกันการสะสมไขมัน


จากการศึกษาและวิจัยพบว่า การบริโภคข้าวกล้องงอก ที่มีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง เนื่องจากสารเบต้าอไมลอยด์เปปไทด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค สูญเสียความทรงจำ( อัลไซเมอร์ ) ดังนั้นจึงได้มีการนำสารกาบา มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรคเช่นโรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลงชัก เป็นต้น รวมทั้งผลการวิจัยด้านสุขภาพระบุว่า ข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วย สารกาบา มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลดLDL ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง


หากประชาชนสนใจที่จะซื้อให้ไปซื้อได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพทุกสาขา โดยเฉพาะที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.อุบลราช ธานี จะมีจำหน่ายเป็นจำนวนมาก สำหรับกระแสข่าวนี้ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคนไทยบริโภคข้าวมาตลอดชีวิต แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการบริโภคที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไรให้คุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารยังอยู่ครบถ้วน โดยเฉพาะในข้าวกล้อง ซึ่งยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่เป็นสีน้ำตาลและสีแดง จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และแคลเซียม


วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอกอย่างง่ายๆ มีขั้นตอนดังนี้

เริ่มจากเมล็ดข้าวกล้องใหม่ 100 กรัม หรือ 1 ขีด จะต้องซาวน้ำล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชม. ก็จะเกิดเป็นตุ่มงอกสีขาวขึ้นมาที่ เมล็ดข้าวพอมองเห็น จากนั้นให้เอาขึ้นนำมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มใช้ไฟปานกลางให้เดือด แต่อย่าให้เดือดมาก เพราะถ้าร้อนมากเกินไป สารกาบ้าจะถูกทำลายมาก หากเดือดพอดีให้เคี่ยวไปสัก 15-20 นาที สารกาบ้าจะยังอยู่ในข้าวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณเพียงพอต่อร่างกาย


เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบาง หรือกระชอน กรองน้ำออกมาดื่ม เพิ่มรสชาติโดยโรยเกลือป่นให้ออกเค็มเล็กน้อย ก็จะเพิ่มความอร่อย นอกจากความหอมหวานที่มีอยู่ในน้ำข้าวกล้องงอกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นสูตรที่ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวปทุมธานี ทำเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง ทุก 3 วัน ส่วนการหุงข้าวกล้องให้ได้รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น จะต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง ให้เมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยก็หุงได้ทันที จะ ทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าว จะทำให้สารกาบ้าถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้ข้าวกล้องงอกขึ้นมา จะเพิ่มคุณค่าสารอาหารขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว


ส่วนการหุงข้าวกล้องให้ได้รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น มีวิธีการดังนี้

จะต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง ให้เมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยก็หุงได้ทันที จะ ทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าว จะทำให้สารกาบ้าถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้ข้าวกล้องงอกขึ้นมา จะเพิ่มคุณค่าสารอาหารขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว


สูตรทำน้ำข้าวกล้องโดย สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว

ขอบคุณที่มาของบทความ เดลินิวส์

ลดความอ้วนง่ายๆกับโปรตีน


ลดความอ้วนด้วยโปรตีน

การรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet) เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin) ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายได้ด้วย


นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทานอาหารแบบเน้นโปรตีน โดยมีโปรตีน 30% ของมื้ออาหาร และไม่จำกัดปริมาณแคลอรีที่กินในมื้อนั้นๆ (แต่คงสัดส่วนของโปรตีนไว้ที่ 30%) ใช้เวลาทดลอง 12 สัปดาห์ (ประมาณ 3 เดือน) พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับพลังงานลดลงเฉลี่ยคนละ 450 แคลอรี/วัน ทำให้น้ำหนักลดลงหลายกิโล และส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหนักของไขมันที่สะสมในร่างกาย (bodyfat)

มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนมีผลเป็นนัยสำคัญกับการลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย ผลการวิจัยล่าสุดจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เผยว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนจะช่วยลดความอยากอาหาร ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง
นอกจากนั้น การวิจัยอีกชิ้นจากฝรั่งเศสพบว่า โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว

จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถสรุปได้ การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนช่วยลดความอ้วนได้ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากสมองสั่งให้หยุดทานอาหารเร็วขึ้น หรือการที่ร่างกายไปดึงไขมันสะสมออกมาใช้

ใครที่กำลังอยากลดน้ำหนักหรือความอ้วน ลองเอาวิธีทานอาหารแบบเน้นโปรตีนไปใช้ดู อาจได้ผลโดยไม่ต้องลดหรืออดอาหารจนหน้าเหี่ยว และแก่เกินวัยได้

ขอบคุณที่มาของบทความ women.sanook.com/.../know_eat/knoweat_45747.php

ลดน้ำหนักแบบจริงจัง ได้ผลชัวร์

ลดน้ำหนักแบบจริงจัง ได้ผลเกินร้อย

หากคุณเคยลดความอ้วนมาหลายครั้งแล้วไม่ได้ผล ขอเสนอเคล็ดลับการลดความอ้วนอย่างง่ายและถูกวิธี ดังนี้


ข้อที่ หนึ่ง ต้องมีจิตใจเข้มแข็ง และมีความตั้งใจจริงที่จะลดน้ำหนักซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสัญญากับตนเองว่า จะปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ เพื่อลดน้ำหนักตนเองลงให้ได้ โดยหลีกเลี่ยงข้อแก้ตัวต่าง ๆ ที่จะเป็นปัญหาในการลดน้ำหนัก เช่น ถ้าได้รับเชิญไปกินเลี้ยงต้องวางแผนไว้ก่อนว่าในมื้ออื่น ๆ จะต้องกินอาหารอย่างไรเพื่อควบคุมการกินอาหาร


ข้อที่ สอง แต่ละวันให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และครบ 3 มื้อ การงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งเพื่อลดความอ้วนเป็นวิธีที่ไม่สมควร เพราะเป็นการบั่นทอนสุขภาพ


ข้อที่ สาม ลดอาหารประเภท ข้าว แป้ง น้ำตาล และไขมันลง แต่กินอาหารพวกพืชผัก ผลไม้ให้มากขึ้น


ข้อที่ สี่ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากควบคุมการกินอาหารแล้ว ถ้าได้มีโอกาสออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะทำให้ผลการลดน้ำหนักดียิ่งขึ้น เพราะจะเป็นการใช้พลังงานที่ร่างกายได้รับจากอาหารไม่มีการสะสมไขมัน


** ควรเลือกใช้วิธีที่ชอบ จะทำได้จนเป็นนิสัยโดยไม่ต้องฝืนใจ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ กระโดดเชือก ขี่จักรยาน เต้นรำ โดยต้องคำนึงถึงสภาพของร่างกาย เพราะถ้าออกกำลังกายหนักไป อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ เช่น กินข้าว 1 ทัพพี เดิน 20 นาทีจะใช้พลังงานที่ได้จากข้าวหมด แต่ถ้าตีเทนนิส เพียง 10 นาทีก็ใช้หมดแล้ว หรือถ้าวิ่งเพียง 4.5 นาทีก็ใช้พลังงานหมดแล้ว


สิ่งสำคัญ คือ ลดการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน น้ำตาล และแป้งลง ถ้าลดพลังงานได้วันละ 500-550 แคลลอรี่จะลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม ซึ่งถือว่าพอเหมาะ
ถ้าคุณทำตามทั้งสี่ข้อนี้ได้ รับรองว่าน้ำหนักคุณจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แถมมีสุขภาพดีอีกด้วย

ที่มาของบทความลดน้ำหนัก ได้ผลชัวร์ http://www.healthnet.in.th/text/forum2/exercise_3/ex_21.html

คนหุ่นดี เขาทานกันอย่างไร ::


สาวๆ ที่มีร่างกายไม่สมส่วน หรือที่เรียกว่า "อ้วน" มักเข้าใจว่า คนผอมๆ หุ่นดีนั้นเกิดมามีบุญ กินอะไรก็กินได้ ไม่เห็นต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น เพราะเห็นกินอะไรก็ไม่เห็นอ้วนกับเขาสักที จริงๆ แล้ว อยากให้สาวอ้วนง่ายทั้งหลายทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าคนที่อยากจะทานอะไรก็ทาน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนนั้นมีน้อยมาก คนประเภทนี้โชคดีจริงในเรื่องหุ่น แต่หากว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป

โชคร้ายอาจตามมาทีหลังได้ เพราะการรับประทานอาหารไม่เลือก จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารผิดๆ มาตลอด อาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทีหลังได้ ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ดูเหมือนจะโชคดี แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่าเธอทานอะไรก็ไม่อ้วน แต่สิ่งที่เธอทานนั้น เธออาจเลือกอยู่ในใจแล้วก็ได้ว่าสิ่งไหนควรทาน และสิ่งไหนไม่ควรทาน

การรับประทานอาหารแบบที่เรียกว่า "เลือกรับประทาน เพื่อรักษาหุ่น หรือลดน้ำหนัก" เป็นเรื่องง่ายที่จะจำ ส่วนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำหรือเปล่า คงต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณเองด้วย

ควรรับประทานอาหารเป็นมื้อๆ คือ มื้อเช้า มื้อกลาง และมื้อเย็น ก่อน 6 โมงเย็น นอกเหนือจาก 3 มื้อที่ว่านี้แล้ว ไม่ควรรับประทานสิ่งอื่นใดอีก แต่หากทนไม่ไหว ลองหาชาเขียวร้อนๆ ดื่มแก้ง่วงจะดีกว่า


ไม่ควรรับประทานอะไร ขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ เช่น อ่านหนังสือ ทำงาน เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรือขณะนั่งรถ การทำเช่นนี้บ่อย จะทำให้คุณได้รับปริมาณแคลอรีมากเกินกว่าร่างกายต้องการ ยิ่งทำบ่อยแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้คุณอ้วนเร็วขึ้น และที่แย่ไปกว่านั้นคือ อ้วนแบบไม่รู้ตัว


หัดเป็นตัวของตัวเอง โดยเลือกรับประทานอาหารที่คุณเห็นว่ามีแคลอรีต่ำ อย่าปล่อยให้เพื่อนๆ หรือคนรักท้าทายคุณด้วย อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เป็นอันขาด


บอกกันมาหลายครั้งหลายคราแล้ว ว่าเวลาทานอาหาร ควรรับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ได้อย่างน้อย 10 ครั้งต่อคำ

หากหิวมากๆ ควรอดใจสั่งอาหารเพียง 1 อย่าง ก่อนที่จะสั่งอย่างที่ 2 มาพร้อมกัน ไม่ว่าคุณจะหิวแค่ไหน อาหารจานเดียวก็สามารถทำให้คุณอิ่มได้เช่นกัน


มองดูอาหารในจานว่าเป็นอาหารประเภทใด มีเนื้อสัตว์ และผักขนาดไหน จากนั้นควรเลือกทานผักให้หมดจานก่อนเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นไปได้ ควรเขี่ยเนื้อสัตว์ออกนอกจานไปเลย


หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรือแกงกะทิ และน้ำอัดลมอย่างทุกชนิด หากทำได้ จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักเดิมให้คงที่ และสามารถช่วยลดน้ำหนักในอีกต่อไปได้ด้วย


หากคุณชอบดื่มชา กาแฟ หรือโอวันติน ลองถามตัวเองว่าเป็นไปได้ไหมที่จะดื่มเพียงวันละ 1 ถ้วย หรือดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย ทำได้หรือเปล่า


หากคุณต้องการดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมพร่องมันเนย หรือนมเปรี้ยว คุณควรดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

เบเกอรี่ เป็นสิ่งที่สาวๆ ชอบ แต่ถ้าอยากผอม ก็ไม่ควรทานเลย หรือทานได้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละชิ้นสองชิ้นก็พอ


หลีกเลี่ยงการทานลูกอม บ่อยๆ เพราะลูกอมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะทานเล่นหรือเพื่อระงับกลิ่นปาก ล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมทั้งนั้น


ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องรับประทานอาหาร 1 จานต่อ 1 มื้อเท่านั้น

ฝึกรับประทานผลไม้มากๆ ส่วนผลไม้ต้องห้ามคือผลไม้ที่มีรสหวาน มีแคลอรี และปริมาณน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน เงาะ ละมุด ลำไย ขนุน

ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว

ยังมีอีกหลายวิธีที่สาวหุ่นดีใช้ในการเลือกรับประทานอาหาร แต่ที่นำมาคร่าวๆ นี้ ก็สาหัสสากัญเหมือนกันสำหรับคนที่เคยรับประทานอาหารแบบปกติมาก่อน อย่าลืมว่า หากคุณสามารถทำได้ตามที่แนะนำข้างต้น เชื่อว่า อีกไม่นาน หุ่นของคุณจะสวยงามขึ้น และนิสัยการรับประทานของคุณก็จะเปลี่ยนไป หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้เร็วขึ้น การออกกำลังกายควบคู่กันไป จะยิ่งช่วยคุณได้ โชคดีนะคะ

ที่มา : women.sanook.com