ยินดีต้อนรับทุกท่านนะค่ะ โอกาสหน้าแวะมาเยี่ยมเราอีกนะค่ะ ที่นี้เลย www.happy-111.blogspot.com

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สูตรน้ำข้าวกล้องงอก ขึ้นโต๊ะเสวย


สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เผยสูตรน้ำข้าวกล้องงอก ขึ้นโต๊ะเสวย"ในหลวง"ชาวบ้านทำกินเองได้ง่ายราคาไม่แพง สารอาหารครบถ้วน อธิบดีกรมการข้าว รายงาน รมต.เกษตรฯ-ปลัดฯ นำข้าวกล้อง งอกปลุกกระแสให้คนไทยรู้คุณค่าข้าวไทย ช่วยเพิ่มรายได้ชาวนา

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับการผลิตน้ำข้าวกล้องงอกกันเถอะ


ข้าวกล้อง หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องแทนข้าวขาว(ข้าวสาร) เนื่องจากข้าวกล้องผ่านกรรมวิธีการสีเพียงครั้งเดียว เพื่อเอาเปลือก(แกลบ)ออกไป ทำให้ข้าวที่เหลือยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว(รำ)อยู่ครบถ้วน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้ล้วนอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวประเภทอื่นๆ


ข้าวกล้องที่ไม่ได้ผ่านการถนอมคุณค่าอย่างถูกหลักวิชาการ หลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว จะเสื่อมสภาพลงทุกๆวินาที ไม่ว่าจะบรรจุในภาชนะพิเศษสูญญากาศ หรือไม่ก็ตาม สาเหตุจากเอนไซน์ไลเปส ในข้าวกล้องจะไปย่อยกรดไขมัน มีผลให้กรดไขมันที่มีในข้าวกล้องเสื่อมสภาพลง จนมีกลิ่นเหม็นหืนในที่สุด นอกจากนี้ปฏิกิริยายังก่อให้เกิดปัญหาอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายได้ด้วย


เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอก จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหารเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสารกาบา นอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารสูงขึ้นอยู่แล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดา จึงง่ายแก่การหุงรับประทานได้โดยไม่ต้องผสมกับข้าวขาว


จากการศึกษาทางกายภาพและทางชีวเคมีพบว่า เมล็ดข้าว ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ด หรือแกลบ ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้อง ในเมล็ดข้าวกล้องประกอบด้วย จมูกข้าว หรือ คัพภะ รำข้าว(เยื่อหุ้มเมล็ด) และเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีโปรตีน วิตามินบี วิตามินอี และแร่ธาตุ ที่แยกไปอยู่ในส่วนต่างๆของเมล็ดข้าว นอกจากนี้ยังพบสารอาหารประเภทไขมัน ที่พบได้ในรำข้าวเป็นเสียส่วนใหญ่


ข้าวเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี การเปลี่นแปลงจะเริ่มขึ้น เมื่อน้ำได้แทรกเข้าไปในเมล็ดข้าว โดยจะกระตุ้นให้เอนไซน์ภายในเมล็ดข้าวเกิดการทำงาน เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีโมเลกุลเล็กลง และน้ำตาลรีดิวซ์ นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เกิดเป็น กรดอะมิโนและเปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมสารเคมีสำคัญๆ เช่น แกมมาออริซานอล โทโคฟีรอล โทโคไตรอีนอล และโดยเฉพาะสารแกมมาอะมิโนบิวทิริกแอซิด หรือ ที่รู้จักกันว่า สารกาบา หรือ GABA


สารกาบาเป็นกรดอะมิโน จากกระบวนการ decarbory lation ของกรดกลูตาบิก กรดนี้มีความสำคัญในการทำหน้าที่ สารสื่อประสาท ในระบบประสาทส่วนกลางและสารกาบา ยังเป็นสารสื่อประสาท ประเภทสารยับยั้ง โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย และนอนหลับสบาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับและเกิดสาร lipotropic ป้องกันการสะสมไขมัน


จากการศึกษาและวิจัยพบว่า การบริโภคข้าวกล้องงอก ที่มีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง เนื่องจากสารเบต้าอไมลอยด์เปปไทด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค สูญเสียความทรงจำ( อัลไซเมอร์ ) ดังนั้นจึงได้มีการนำสารกาบา มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรคเช่นโรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลงชัก เป็นต้น รวมทั้งผลการวิจัยด้านสุขภาพระบุว่า ข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วย สารกาบา มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลดLDL ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง


หากประชาชนสนใจที่จะซื้อให้ไปซื้อได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพทุกสาขา โดยเฉพาะที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.อุบลราช ธานี จะมีจำหน่ายเป็นจำนวนมาก สำหรับกระแสข่าวนี้ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคนไทยบริโภคข้าวมาตลอดชีวิต แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการบริโภคที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไรให้คุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารยังอยู่ครบถ้วน โดยเฉพาะในข้าวกล้อง ซึ่งยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่เป็นสีน้ำตาลและสีแดง จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และแคลเซียม


วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอกอย่างง่ายๆ มีขั้นตอนดังนี้

เริ่มจากเมล็ดข้าวกล้องใหม่ 100 กรัม หรือ 1 ขีด จะต้องซาวน้ำล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชม. ก็จะเกิดเป็นตุ่มงอกสีขาวขึ้นมาที่ เมล็ดข้าวพอมองเห็น จากนั้นให้เอาขึ้นนำมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มใช้ไฟปานกลางให้เดือด แต่อย่าให้เดือดมาก เพราะถ้าร้อนมากเกินไป สารกาบ้าจะถูกทำลายมาก หากเดือดพอดีให้เคี่ยวไปสัก 15-20 นาที สารกาบ้าจะยังอยู่ในข้าวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณเพียงพอต่อร่างกาย


เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบาง หรือกระชอน กรองน้ำออกมาดื่ม เพิ่มรสชาติโดยโรยเกลือป่นให้ออกเค็มเล็กน้อย ก็จะเพิ่มความอร่อย นอกจากความหอมหวานที่มีอยู่ในน้ำข้าวกล้องงอกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นสูตรที่ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวปทุมธานี ทำเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง ทุก 3 วัน ส่วนการหุงข้าวกล้องให้ได้รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น จะต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง ให้เมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยก็หุงได้ทันที จะ ทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าว จะทำให้สารกาบ้าถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้ข้าวกล้องงอกขึ้นมา จะเพิ่มคุณค่าสารอาหารขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว


ส่วนการหุงข้าวกล้องให้ได้รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น มีวิธีการดังนี้

จะต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง ให้เมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยก็หุงได้ทันที จะ ทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าว จะทำให้สารกาบ้าถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้ข้าวกล้องงอกขึ้นมา จะเพิ่มคุณค่าสารอาหารขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว


สูตรทำน้ำข้าวกล้องโดย สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว

ขอบคุณที่มาของบทความ เดลินิวส์

ลดความอ้วนง่ายๆกับโปรตีน


ลดความอ้วนด้วยโปรตีน

การรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet) เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin) ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายได้ด้วย


นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทานอาหารแบบเน้นโปรตีน โดยมีโปรตีน 30% ของมื้ออาหาร และไม่จำกัดปริมาณแคลอรีที่กินในมื้อนั้นๆ (แต่คงสัดส่วนของโปรตีนไว้ที่ 30%) ใช้เวลาทดลอง 12 สัปดาห์ (ประมาณ 3 เดือน) พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับพลังงานลดลงเฉลี่ยคนละ 450 แคลอรี/วัน ทำให้น้ำหนักลดลงหลายกิโล และส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหนักของไขมันที่สะสมในร่างกาย (bodyfat)

มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนมีผลเป็นนัยสำคัญกับการลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย ผลการวิจัยล่าสุดจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เผยว่า การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนจะช่วยลดความอยากอาหาร ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง
นอกจากนั้น การวิจัยอีกชิ้นจากฝรั่งเศสพบว่า โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว

จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถสรุปได้ การทานอาหารแบบเน้นโปรตีนช่วยลดความอ้วนได้ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากสมองสั่งให้หยุดทานอาหารเร็วขึ้น หรือการที่ร่างกายไปดึงไขมันสะสมออกมาใช้

ใครที่กำลังอยากลดน้ำหนักหรือความอ้วน ลองเอาวิธีทานอาหารแบบเน้นโปรตีนไปใช้ดู อาจได้ผลโดยไม่ต้องลดหรืออดอาหารจนหน้าเหี่ยว และแก่เกินวัยได้

ขอบคุณที่มาของบทความ women.sanook.com/.../know_eat/knoweat_45747.php

ลดน้ำหนักแบบจริงจัง ได้ผลชัวร์

ลดน้ำหนักแบบจริงจัง ได้ผลเกินร้อย

หากคุณเคยลดความอ้วนมาหลายครั้งแล้วไม่ได้ผล ขอเสนอเคล็ดลับการลดความอ้วนอย่างง่ายและถูกวิธี ดังนี้


ข้อที่ หนึ่ง ต้องมีจิตใจเข้มแข็ง และมีความตั้งใจจริงที่จะลดน้ำหนักซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสัญญากับตนเองว่า จะปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ เพื่อลดน้ำหนักตนเองลงให้ได้ โดยหลีกเลี่ยงข้อแก้ตัวต่าง ๆ ที่จะเป็นปัญหาในการลดน้ำหนัก เช่น ถ้าได้รับเชิญไปกินเลี้ยงต้องวางแผนไว้ก่อนว่าในมื้ออื่น ๆ จะต้องกินอาหารอย่างไรเพื่อควบคุมการกินอาหาร


ข้อที่ สอง แต่ละวันให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และครบ 3 มื้อ การงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งเพื่อลดความอ้วนเป็นวิธีที่ไม่สมควร เพราะเป็นการบั่นทอนสุขภาพ


ข้อที่ สาม ลดอาหารประเภท ข้าว แป้ง น้ำตาล และไขมันลง แต่กินอาหารพวกพืชผัก ผลไม้ให้มากขึ้น


ข้อที่ สี่ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากควบคุมการกินอาหารแล้ว ถ้าได้มีโอกาสออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะทำให้ผลการลดน้ำหนักดียิ่งขึ้น เพราะจะเป็นการใช้พลังงานที่ร่างกายได้รับจากอาหารไม่มีการสะสมไขมัน


** ควรเลือกใช้วิธีที่ชอบ จะทำได้จนเป็นนิสัยโดยไม่ต้องฝืนใจ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ กระโดดเชือก ขี่จักรยาน เต้นรำ โดยต้องคำนึงถึงสภาพของร่างกาย เพราะถ้าออกกำลังกายหนักไป อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ เช่น กินข้าว 1 ทัพพี เดิน 20 นาทีจะใช้พลังงานที่ได้จากข้าวหมด แต่ถ้าตีเทนนิส เพียง 10 นาทีก็ใช้หมดแล้ว หรือถ้าวิ่งเพียง 4.5 นาทีก็ใช้พลังงานหมดแล้ว


สิ่งสำคัญ คือ ลดการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน น้ำตาล และแป้งลง ถ้าลดพลังงานได้วันละ 500-550 แคลลอรี่จะลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม ซึ่งถือว่าพอเหมาะ
ถ้าคุณทำตามทั้งสี่ข้อนี้ได้ รับรองว่าน้ำหนักคุณจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แถมมีสุขภาพดีอีกด้วย

ที่มาของบทความลดน้ำหนัก ได้ผลชัวร์ http://www.healthnet.in.th/text/forum2/exercise_3/ex_21.html

คนหุ่นดี เขาทานกันอย่างไร ::


สาวๆ ที่มีร่างกายไม่สมส่วน หรือที่เรียกว่า "อ้วน" มักเข้าใจว่า คนผอมๆ หุ่นดีนั้นเกิดมามีบุญ กินอะไรก็กินได้ ไม่เห็นต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น เพราะเห็นกินอะไรก็ไม่เห็นอ้วนกับเขาสักที จริงๆ แล้ว อยากให้สาวอ้วนง่ายทั้งหลายทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าคนที่อยากจะทานอะไรก็ทาน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนนั้นมีน้อยมาก คนประเภทนี้โชคดีจริงในเรื่องหุ่น แต่หากว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป

โชคร้ายอาจตามมาทีหลังได้ เพราะการรับประทานอาหารไม่เลือก จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารผิดๆ มาตลอด อาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทีหลังได้ ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ดูเหมือนจะโชคดี แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่าเธอทานอะไรก็ไม่อ้วน แต่สิ่งที่เธอทานนั้น เธออาจเลือกอยู่ในใจแล้วก็ได้ว่าสิ่งไหนควรทาน และสิ่งไหนไม่ควรทาน

การรับประทานอาหารแบบที่เรียกว่า "เลือกรับประทาน เพื่อรักษาหุ่น หรือลดน้ำหนัก" เป็นเรื่องง่ายที่จะจำ ส่วนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำหรือเปล่า คงต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณเองด้วย

ควรรับประทานอาหารเป็นมื้อๆ คือ มื้อเช้า มื้อกลาง และมื้อเย็น ก่อน 6 โมงเย็น นอกเหนือจาก 3 มื้อที่ว่านี้แล้ว ไม่ควรรับประทานสิ่งอื่นใดอีก แต่หากทนไม่ไหว ลองหาชาเขียวร้อนๆ ดื่มแก้ง่วงจะดีกว่า


ไม่ควรรับประทานอะไร ขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ เช่น อ่านหนังสือ ทำงาน เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรือขณะนั่งรถ การทำเช่นนี้บ่อย จะทำให้คุณได้รับปริมาณแคลอรีมากเกินกว่าร่างกายต้องการ ยิ่งทำบ่อยแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้คุณอ้วนเร็วขึ้น และที่แย่ไปกว่านั้นคือ อ้วนแบบไม่รู้ตัว


หัดเป็นตัวของตัวเอง โดยเลือกรับประทานอาหารที่คุณเห็นว่ามีแคลอรีต่ำ อย่าปล่อยให้เพื่อนๆ หรือคนรักท้าทายคุณด้วย อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เป็นอันขาด


บอกกันมาหลายครั้งหลายคราแล้ว ว่าเวลาทานอาหาร ควรรับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ได้อย่างน้อย 10 ครั้งต่อคำ

หากหิวมากๆ ควรอดใจสั่งอาหารเพียง 1 อย่าง ก่อนที่จะสั่งอย่างที่ 2 มาพร้อมกัน ไม่ว่าคุณจะหิวแค่ไหน อาหารจานเดียวก็สามารถทำให้คุณอิ่มได้เช่นกัน


มองดูอาหารในจานว่าเป็นอาหารประเภทใด มีเนื้อสัตว์ และผักขนาดไหน จากนั้นควรเลือกทานผักให้หมดจานก่อนเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นไปได้ ควรเขี่ยเนื้อสัตว์ออกนอกจานไปเลย


หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรือแกงกะทิ และน้ำอัดลมอย่างทุกชนิด หากทำได้ จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักเดิมให้คงที่ และสามารถช่วยลดน้ำหนักในอีกต่อไปได้ด้วย


หากคุณชอบดื่มชา กาแฟ หรือโอวันติน ลองถามตัวเองว่าเป็นไปได้ไหมที่จะดื่มเพียงวันละ 1 ถ้วย หรือดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย ทำได้หรือเปล่า


หากคุณต้องการดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมพร่องมันเนย หรือนมเปรี้ยว คุณควรดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

เบเกอรี่ เป็นสิ่งที่สาวๆ ชอบ แต่ถ้าอยากผอม ก็ไม่ควรทานเลย หรือทานได้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละชิ้นสองชิ้นก็พอ


หลีกเลี่ยงการทานลูกอม บ่อยๆ เพราะลูกอมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะทานเล่นหรือเพื่อระงับกลิ่นปาก ล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมทั้งนั้น


ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องรับประทานอาหาร 1 จานต่อ 1 มื้อเท่านั้น

ฝึกรับประทานผลไม้มากๆ ส่วนผลไม้ต้องห้ามคือผลไม้ที่มีรสหวาน มีแคลอรี และปริมาณน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน เงาะ ละมุด ลำไย ขนุน

ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว

ยังมีอีกหลายวิธีที่สาวหุ่นดีใช้ในการเลือกรับประทานอาหาร แต่ที่นำมาคร่าวๆ นี้ ก็สาหัสสากัญเหมือนกันสำหรับคนที่เคยรับประทานอาหารแบบปกติมาก่อน อย่าลืมว่า หากคุณสามารถทำได้ตามที่แนะนำข้างต้น เชื่อว่า อีกไม่นาน หุ่นของคุณจะสวยงามขึ้น และนิสัยการรับประทานของคุณก็จะเปลี่ยนไป หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้เร็วขึ้น การออกกำลังกายควบคู่กันไป จะยิ่งช่วยคุณได้ โชคดีนะคะ

ที่มา : women.sanook.com

พอกันที พุงป่อง


ลองเรียนรู้สักนิดเพื่อหาทางกำจัดพุงป่องๆ แบบถาวรกันดีกว่า เคยเป็นบ้างไหมว่า แม้เราจะลดน้ำหนักสักแค่ไหน หน้าท้องของเราก็ยังป่องไม่เรียบตึงเช้งกะเด๊ะซะที คุณควรรู้ไว้ว่าสาเหตุของพุงป่องไม่ใช่จากการรับประทานเพียงอย่างเดียว และคนพุงป่องก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนด้วย แต่อาจเป็นเพียงอาการบวมน้ำเท่านั้น

1. การแพ้อาหาร
บางครั้งอาการท้องบวมอาจเกิดจากอาการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของระบบย่อยอาหารในช่องท้อง หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้บวมน้ำและยังรวมไปถึงการมีรอบเดือนด้วย แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าหน้าท้องของคุณบวมขึ้นผิดปกติหลังทานอาหารบางชนิด ให้สันนิษฐานได้ว่าคุณน่าจะมีอาการแพ้อาหารเข้าให้แล้ว จากสถิติพบว่าอาหารจำพวกแป้งและนมมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้และบวมมากที่สุด


2.อาหารลดน้ำหนัก
คนที่ชอบหวังพึ่งอาหารลดน้ำหนักจำพวกโลว์-แฟ้ต หรือแฟ้ต-ฟรีมักจะมีปัญหาพุงป่อง เนื่องจากคุณจะคิดว่ามันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ จึงสามารถกินมากกว่าปกติ อาหารพวกนี้อาจมีพลังงานน้อยกว่าปกติ แต่มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น ทางที่ดีหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นจะดีกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย อาทิ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูสกัดจากแอ๊ปเปิ้ล หรือผักสดต่างๆ


3.กินช้าๆ แต่บ่อยๆ
เลิกนิสัยรีบกินรีบไปซะที ค่อยๆ เคี้ยวอาหารช้า ๆ เพื่อให้ประสาทรับรู้ของเราค่อยๆ รู้สึกอิ่ม และในแต่ละมื้ออย่ากินให้เยอะจนอิ่มแน่นท้อง คุณควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ แต่อย่ากินขนมจุบจิบจำพวกขนมนมเนยต่าง ๆ เลือกกินผลไม้หรือธัญพืช เมื่อหิวระหว่างมื้อจะดีกว่า


4.ขจัดสารพิษ ออกไปจากร่างกาย
แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคตินในบุหรี่มีผลร้ายต่อระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำและยังก่อให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย ดังนั้นเมื่อรู้เหตุดังนี้แล้วก็แค่ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนต่าง ๆ และเลิกสูบบุหรี่ไปซะด้วยเลยในเวลาเดียวกัน


5.หัดกินสักนิด
ในกระเพาะของเราจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่บางครั้งแบคทีเรียเหล่านี้ก็อาจถูกกำจัดไปจากสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหรือการรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำให้คุณรับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเป็นประจำเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้หน้าท้องของคุณบวมน้อยลงด้วย


6.ดื่มน้ำให้มาก
น้ำเป็นเสมือนขุมทรัพย์แห่งความงามจริงๆ รวมไปถึงอาการบวมน้ำนี้ด้วยคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำ 8 แก้วต่อวัน แต่วิธีการดื่มนั้นอย่าดื่มหมดแก้วในคราวเดียวควรจิบน้ำบ่อยๆ เรื่อยๆ เพราะการที่คุณดื่มน้ำแก้วใหญ่ในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะปัสสาวะของคุณขยายใหญ่ ถ้าจะให้ดีลองเลือกดื่มขาสมุนไพร อาทิ ชาเป็ปเปอร์มินต์ หรือชาคาโมไมล์แทนน้ำเปล่า โดยเฉพาะการดื่มในช่วงหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ย่อยได้ดีมากขึ้น



7. หายใจลึกๆ
เมื่อคุณหายใจเข้าออกแบบลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายจะคลายความตึงเครียดออกมา รวมทั้งยังช่วยในการเติมอ็อกชิเจนและพลังชีวิตให้ร่างกายด้วย ทุกครั้งที่คุณหายใจให้พยายามหายใจให้ลึกเข้าไปยังท้อง อย่าหยุดเพียงแค่เก็บลมไว้ในช่องอกการหายใจเข้าออกจากท้องเป็นนิสัยจะช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

8. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ
ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าการซิตอัพทุกวันจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าการซิตอัพจะช่วยสร้างกล้ามท้อง แต่ถ้าร่างกายของคุณนั้นยังปกคลุมด้วยชั้นไขมันแล้วล่ะก็ หน้าท้องเรียบตึงก็จะไม่มีวันโผล่มาให้เห็นหรอก ดังนั้นจึงจำเป็นที่คุณจะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป ผนวกกับการซิตอัพ คราวนี้แหละสวยตึงแน่นอน



9. นวดกระชับหน้าท้อง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวดช่วยได้ จริงๆ เนื่องจากการนวดท้องนั้น ช่วยไล่ลมที่กักเก็บไว้ในช่องท้องได้ และช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วย ณ วิธีการนวดก็ไม่ยาก เพียงวางฝ่ามือลงบนท้องแล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น คุณอาจใช้ครีมจำพวกกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วยก็ได้

ที่มา : women.sanook.com

หุ่นเพรียวสวยทันใจ จาก 3 คนดังอินเตอร์

นาตาลี
ลองมาหมดแล้วตั้งหลายวิธี แต่ก็ยังรีดน้ำหนักไม่สำเร็จ!! ใครกำลังผจญกับปัญหาแบบนี้ อย่าเพิ่งท้อแท้หมดหวังซะก่อนนะคะ เรารวบรวมสูตรเด็ดพิชิตหุ่นเพรียวสวยแบบเร่งรัดได้ผลทันใจ จาก 3 สาวในฝันของหนุ่มทั้งประเทศ มาอัพเดทให้คุณๆได้นำไปใช้

เวิร์กไม่เวิร์กก็ดูได้จากรูปร่างสุดเซ็กซี่ของพวกเธอ บอกได้คำเดียวว่า ลุยเลย...ถ้าตั้งใจ ต้องผอมชัวร์!!

บันได 10 ขั้น สู่หุ่นเด้งสไตล์มิสยูนิเวิร์ส
“นาตาลี เกลโบวา” อดีตนางงามจักรวาลที่อยู่เมืองไทยยังไม่ครบปี ประกาศเตรียมสละโสดกับ “เจ้าบอล-ภราดร ศรีชาพันธุ์” ถือได้ว่าเธอเป็นกูรูเรื่องสุขภาพและความงามตัวจริง เพราะมักจะมีเคล็ดลับดีๆเรื่องการดูแล รูปร่างหน้าตาและผิวพรรณมาฝากผู้คนรอบข้างเสมอๆ หนึ่งในบิวตี้ ซีเคร็ต ที่ “น้องฟ้า” การันตีว่าได้ผลชะงัด เพราะทดลองมาเองกับมือคือ บันได 10 ขั้น สู่น้ำหนักในฝัน!! ใครอยากหุ่นเพรียวสวยแบบนางงามจักรวาล ก็ทดลองทำดู!!

ขั้นที่ 1 : กินมื้อเล็กๆทุก 3-4 ชั่วโมง แทนการกินมื้อใหญ่ 3 มื้อ โดยกำหนดช่วงเวลาห่างของแต่ละมื้อให้สั้นลง เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมความหิวไปในตัว แถมยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ไม่ปล่อยให้อดอาหารจนร่างกายประท้วง

ขั้นที่ 2 : ทุกมื้อต้องมีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต เพราะการกินอย่างสมดุลคือวิธีรักษาน้ำหนักตัวที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุด การเติมไขมันและโปรตีนเข้าไปในแต่ละมื้อ ทำให้อิ่มนานขึ้น เพราะใช้เวลาย่อยนานกว่า ส่วนคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานและความอึด

ขั้นที่ 3 : เพิ่มผักในทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นผักดิบหรือผักสุกก็มีแคลอรีน้อยมาก แต่กินพื้นที่ในกระเพาะมาก ทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้น และมีไฟเบอร์สูง ช่วยระบบการย่อย และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

ขั้นที่ 4 : เริ่มวันใหม่ด้วยการทานอาหารเช้า เพื่อเติมเชื้อเพลิงให้ร่างกาย ควรทานอาหารเช้าภายในชั่วโมงที่ตื่นขึ้นมา เพราะเป็นช่วงที่เมตาโบลิซึ่มทำงานดีที่สุด คนที่กินอาหารเช้ามื้อใหญ่จะไม่รู้สึกหิวโหยในมื้อเย็น มื้อเช้าควรมีแคลอรีไม่น้อยกว่า 30%

ขั้นที่ 5 : แบ่งมื้อกลางวันเป็น 2 ส่วน แทนที่ จะกินมื้อใหญ่ ลองกินมื้อเล็ก 2 มื้อห่างกัน 3 ชั่วโมง ยืดเวลาออกไปทำให้ไม่หิวโหยมากในช่วงเย็น มื้อกลางวันควรมีแคลอรี 40%

ขั้นที่ 6 : งดทานอาหารหลัง 2 ทุ่ม!! เพราะเสี่ยงสุดๆที่จะน้ำหนักพุ่ง มื้อเย็นควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่ถ้าจำเป็นต้องขยับแข้งขยับขาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงค่อยเข้านอน เพื่อให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า กินมากตอน เริ่มต้นวัน และกินน้อยตอนท้ายวัน!!

ขั้นที่ 7 : ถ้ากำลังคุมน้ำหนัก ต้องหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีน้ำตาลเชิงเดี่ยวอยู่ ค็อกเทลแค่แก้วสองแก้วในมื้อเย็น อาจทำให้น้ำหนักพุ่งฉุดไม่อยู่!!

ขั้นที่ 8 : ใช้ฝ่ามือเป็นตัวกำหนดปริมาณที่สมควรกิน โดยหนึ่งกำมือของเราเท่ากับปริมาณคาร์โบไฮเดรตสองที่ เท่ากับโปรตีนหนึ่งที่ ถ้าคำนวณเป็นสูตรเข้าใจง่ายคือ กินคาร์โบไฮเดรตหนึ่งกำมือ กินโปรตีนหนึ่งกำมือ และผักได้มากเท่าที่สามารถกินได้

ขั้นที่ 9 : ทานช้าๆ สมองใช้เวลาประมาณ 20 นาทีหลังจากกินอาหาร แล้วจึงได้รับสัญญาณบอกว่าอิ่ม!! เวลาทานอาหารต้องค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดและดื่มน้ำมากๆ ถ้าทานเสร็จยังรู้สึกหิว รอสัก 20-30 นาที ค่อยหาของขบเคี้ยวใส่ปาก ถ้ารอได้ความรู้สึกหิวจะหายไปเอง คนที่กินช้าจึงมีแนวโน้มผอมกว่าคนกินเร็ว

ขั้นที่ 10 : มื้อเย็นห้ามดูทีวี เพราะการทานอาหารหน้าจอทีวีทำให้สมองไขว้เขว และจะกินมากขึ้นกว่าเก่าโดยไม่รู้ตัวถึง 30% ระหว่างอ่านหนังสือ คุยโทรศัพท์ หรือเล่นเน็ต ก็ไม่ควรทานของขบเคี้ยว ทางที่ดีที่สุดคือควรทานอาหารบนโต๊ะอาหารเท่านั้น

ภัทรียา ณ นคร
ผอมเพรียวใน 7 วันฉบับไฮโซ
“พาย-ภัทรียา ณ นคร” ไฮโซสาวตระกูลดัง รวบรวมสูตรไดเอ็ตดีๆ ไว้ในมือเพียบ แต่สูตรเด็ดที่สาวๆ นิยมกันทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สาวไทย เพราะเห็นผลเกินคาดคือ สูตรลดน้ำหนักเร่งรัดภายใน 7 วัน โดยไม่ดูโทรม แถมยังผิวพรรณเปล่งปลั่งเห็นๆ!!

“พาย” บอกว่า สูตรนี้ การันตีว่าจะลดได้อย่างน้อย 5-8 กิโลกรัม
โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การทำซุปเตรียมไว้สำหรับ 1 อาทิตย์ ทำเก็บไว้ในตู้เย็น ทานเมื่อไหร่ค่อยนำออกมาอุ่น เพราะ 7 วันนับจากนี้ เราจะต้องทานซุปเป็นอาหารหลักทุกมื้อ!! ตามสูตรของเจ้าแม่กุชชี่

วันที่ 1 จะสามารถทานผลไม้ได้ทุกชนิดเท่าที่ต้องการ ยกเว้นกล้วย, ทุเรียน และผลไม้รสหวานจัด แล้วทานซุปทั้ง 3 มื้อ และดื่มน้ำมากๆ...

วันที่ 2 ทานผักได้ทุกชนิดทั้งสุกและดิบ ยกเว้นพวกถั่วกับข้าวโพด มื้อหลักๆ ทานซุปกับมันฝรั่งต้มหรืออบใส่เนย และดื่มน้ำมากๆ วันนี้ ห้าม ทานผลไม้...

วันที่ 3 ทานผสมสูตร 1 กับสูตร 2 คือทั้งผักผลไม้, ซุป และดื่มน้ำมากๆ ถึงวันนี้น้ำหนักจะลดลง 3-5 กิโลกรัม...

วันที่ 4 ทานกล้วยไม่เกิน 8 ลูก และนมพร่องมันเนยเท่าที่ต้องการ ทานซุป และดื่มน้ำมากๆ...

วันที่ 5 ให้ทานเนื้อวัว, เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ 250-500 กรัม เพราะร่างกายต้องการโปรตีน ทานมะเขือเทศดิบ 6 ลูก ซุปอย่างน้อย 1 มื้อ และดื่มน้ำมากๆ...อดทนอีกนิดนะคะ

ถึง วันที่ 6 แล้ว สามารถทานปลา และผักได้ทุกชนิด เว้นมันฝรั่ง ทานซุปและดื่มน้ำมากๆ...

พอ วันที่ 7 ทานผักได้ทุกชนิดกับ ข้าวซ้อมมือ ทานซุป และน้ำผลไม้คั้นสดไม่ใส่น้ำตาล 1 แก้ว และดื่มน้ำมากๆ.
ลูกเกด เมทินี
เคล็ดลับหุ่นเซ็กซี่แบบซุปเปอร์โมเดล
2 มื้อ 1 วัน...คือคาถาสำคัญ ของ “ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม” เธอบอกว่า เวลาอยู่บ้านจะไม่กินอะไรเลยหลังหกโมงเย็น ฉะนั้นสำหรับเธอแล้ว มื้ออาหารจริงๆจึงมีอยู่ 2 มื้อคือ เช้ากับกลางวัน

สิ่งที่ “ลูกเกด” จะต้องดื่มทุกเช้าคือ น้ำผักผลไม้ เธอได้สูตรดีๆ มาตอนที่ไปล้างพิษ และติดใจหาสูตรใหม่ๆ มาอัพเดทเรื่อยๆ สูตรน้ำผักที่ลงตัวที่สุด
คือ แครอท ผสมเซเลอรี, บีทรูท และขิง คั้นด้วยเครื่องคั้นแยกกาก ตอนดื่มใหม่ๆ อาจรู้สึกเหม็นเขียวบ้าง แต่พอชินแล้วจะหอมขึ้นมาทันที
- สูตรนี้ช่วยทำความสะอาดตับและไต แถมยังทำให้สดชื่น

นอกจากนี้ มื้อเช้า เธอยังกินขนมปังโฮลวีท, โฮลวีทมัมฟิน หรืออาหารประเภทไฟเบอร์ อาจเป็นพวกซีเรียล ต่างๆ กับนม ถ้าไม่ดื่มนมก็เปลี่ยนเป็นน้ำเต้าหู้ แล้วค่อยออกไปทำงาน หรือออกกำลังกาย แต่ถ้าวันไหนไม่สะดวก จำเป็นต้องทานอาหารเช้านอกบ้าน “ลูกเกด” แนะนำว่า ควรเลือกทานก๋วยเตี๋ยวมากกว่าข้าว เพราะเบาท้องกว่ากันเยอะ

สำหรับ มื้อกลางวัน นางแบบคนสวยยกให้เป็นมื้อสวรรค์!! เพราะจะทานอะไรก็ได้ ทั้งนั้น ไม่ต้องยั้ง!! แต่ถ้าอยู่ในช่วงอยากรีดน้ำหนักแบบเร่งรัด ก็ควรระมัดระวังมากกว่าปกติ

โดย “ลูกเกด” จะเลือกทานก๋วยเตี๋ยวใส่ผักเยอะๆ ไม่ถึงกับงดคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เพราะเธอออกกำลังกายประจำ ทำให้ร่างกายยังต้องการพลังงาน ถ้าไม่มีคาร์โบไฮเดรตเลย อาจเป็นลมหน้ามืดได้ง่ายๆ

ส่วนระหว่างวันจะกินผลไม้เยอะมาก โดยเฉพาะแอปเปิ้ล กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน!! ถ้ากลัวจะเบื่อก็อาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางช่วงกินสับปะรด บางช่วงเปลี่ยนเป็นกล้วยหอม อย่างนี้ก็สนุกกับการควบคุมน้ำหนักได้แล้ว

ที่มา : women.sanook.com

ทำสมาธิ ช่วยลดความอ้วน

กรรมฐาน-เข้าสมาธิ เพื่อการลดน้ำหนัก


ขณะนี้ฝรั่งหันมาสนใจกรรรมฐานกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้กรรมฐานเพื่อการลดน้ำหนัก หลายสิบปีมาแล้วในยุคซิกตีส์ตอนที่วงดนตรี เดอะบีทเทิลส์ กำลังดังทะลุฟ้า วิชากรรมฐานดังขึ้นมา ทำให้เป็นที่รู้จักของฝรั่ง เนื่องจากนักดนตรีสี่เต่าทอง หันไปสนใจวิชากรรมฐาน ไปเรียนวิชากับอาจารย์มหาฤาษีที่อินเดีย กรรมฐาน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า meditation จึงดังระเบิดิพระอาจารย์มหาฤาษีองค์นั้น ก็พลอยดังขึ้นมาเหมือนกัน ได้รับเชิญไปทัวร์ ไปสอนวิชาไปออกทีวีในประเทศตะวันตกมากมาย ตอนท่านมหาฤาษีสอนทฤษฎีกรรมฐานที่เรียกว่า transcendental meditation หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า T.M.

ที่จริงกรรมฐานเป็นวิชาที่มานานหลายพันปีก่อนพุทธกาลเสียอีก ในพระไตรปิฎกมีกล่าวถึงเรื่องนี้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าเคยไปเรียนวิชานี้กับพระอาจารย์ที่เก่งที่สุดในสมัยนั้นหลายสำนัก จนรู้แจ้งทำได้หมดสิ้นแล้วยังพัฒนาไปไกลกว่าที่มีอยู่ กรรมฐานแบ่งใหญ่ๆ เป็นสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานเป็นการเข้าสมาธิที่พระพุทธเจ้าคิดขึ้นเอง เป็นการเพ่งพิจารณาทางด้านธรรมะ เช่น พิจารณาขันธ์ห้า ฯลฯ

กรรมฐานที่ฝรั่งนำเอาไปปฏิบัติกันเป็นแค่สมถกรรมฐาน อย่างเช่น T.M. ของมหาฤาษีก็เป็นสมถกรรมฐานเหมือนกัน แต่ใช้ในการท่องบ่นมนรากำกับจิตใจ ทุกวันนี้วิชากรรมฐานเข้าถึงพวกฝรั่งกันมากขึ้น มีการนำเอาวิชานี้ไปใช้ผ่อนคลายรักษาความเครียดในชีวิตประจำวัน หมอและโรงพยาบาลหลายแห่งในสหรัฐฯ แนะนำให้คนไข้เอาไปทำกัน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าการนั่งสมาธิสามารถลดความดันโลหิต ทำให้หลอดเลือดมีสุขภาพดีขึ้น จิตใจดีขึ้นเพราะความสงบระงับคลื่อนสมองของคนนั่งสมาธิที่เข้าฌานลึก มีลักษณะนิ่งกว่าคลื่นสมองของคนนอนหลับเสียอีก ขณะนี้นักควบคุมน้ำหนักตัวอ้างว่ามันมีผลดีต่อการลดน้ำหนักด้วย

ที่แมสซาซูเล็ตเมติคัลเซ็นเตอร์ มีการสอนให้คนไข้ลดความเครียดและความอ้วนโดยเทคนิคที่เรียกว่า Raisin Meditation หรือ ลูกเกดกรรมฐาน โดยเขาแจกลูกเกดให้นักเรียนคนละ 2 เม็ด ในดการกินแต่ละเม็ดให้ใช้เวลาอย่างน้อย 5 นาที ก่อนจะกินแต่ละเม็ดให้นักเรียนครุ่นคิดพิจารณาถึงกลิ่น สีสัน สัมผัส แล้วนึกถึงพื้นเพที่มาของลูกเกดตั้งแต่ที่มันยังอยู่บนต้นองุ่น ชาวไร่ให้การดูแลฟูมฟักรักษา
แล้วชาวไร่ก็เก็บมันมาคัดเลือก ตากให้แห้ง แล้วเอามาขายหรือส่งออก หลังจากการพิจารณาอย่างนั้นแล้วก็เอามันเข้าปาก ตอนเข้าปากก็พยายามใช้ลิ้นสัมผัสรับรสแล้วเคี้ยวช้าๆ ขณะที่เคี้ยวก็พยายามจดจ่อสมาธิให้ร้สึกตัวถุกอิริยาบถ ให้รู้ว่ากำลังเคี้ยวลิ้นกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร และพยายามทำให้น้ำและเนื้อลูกเกดให้สัมผัสกับต่อมรับรสบนลิ้นให้ทั่วถึง ทำให้นกินได้รับทั้งรูป รส กลิ่น สัมผัส และ.เสียง (เคี้ยว) เมื่อเสร็จกระบวนการดังกล่าวแล้วก็ทำการกลืน ตอนที่กลืนก็อาจจะพูดกับตัวเองอย่างสุภาพอ่อนหวานว่า "ตอนนี้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่ากับหนึ่งลูกเกดแล้วนะจ๊ะ" เมื่อกินลูกเกดเม็ดแรกจบตามกระบวนการกรรมฐานแล้วก็เริ่มกินเม็ดที่สองแบบเดียวกัน การทำอย่างนี้จะทำให้กินอาหารช้าลงมาก ทำให้ความหิวลดน้อยลงหรือหายไปก่อนที่จะกินอาหารเข้าไปมากเกินไป ท่านอาจจะเอาวิธีนี้ไปลองทำขณะกินข้าวยำดู ข้าวยำมีส่วนผสมหลายอย่าง ทำให้มีเรื่องคิดพิจารณามากมาย ตั้งแต่มะพร้าว ถั่วงอก ถั่วฝักยาว ข้าวสวย จนถึงเทวดา นางฟ้า ที่อยู่บนสวรรค์

การทำกรรมฐานร่วมกับการกินแบบนี้ทำให้คนกินอาหารน้อยลง แต่ได้รับรู้รสชาติอาหารมากขึ้น มีความสุขสงบมากขึ้น และถ้ามีพลังใจทำไปได้จนเป็นนิสัยก็สามารถช่วยลดน้ำหนักได้แน่

ที่จริงท่านสอนไว้ว่ากรรมฐานเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกขณะจิต ความคิดจิตของเราคิดถึงแต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก็เท่ากับเข้าสมาธิกรรมฐานอยู่แล้ว การทำกรรมฐานไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัดหรือสำนักฤาษีใดๆ คุณอาจจะลองทำที่ทำงานในเวลาที่ว่างก็ได้ โดยการนั่งตัวตรง หลับตา ปล่อยวางกล้ามเนื้อให้คลายตัว เพ่งสมาธิไปที่การหายใจเข้าออก พลางบอกตัวเองว่ายุบหนอพองหนอทุกครั้งมที่หายใจออกและหายใจเข้า ส่วนมากเวลาที่ทำในตอนแรกๆ จิตใจมักจะวอกแวกหลุดจากสมาธิ เนื่องจากมีวิวรณ์ห้าอย่างคือ ความใคร่ในกาม ควาามอาฆาตพยาบาท ความหงุดหงิดรำคาญใจ ความสงสัยคลางแคลงใจ ความง่วงเหงาหาวนอน แต่ไม่เป็นไร เมื่อเรารู้ตัวเมื่อเรารู้ตัวก็เพ่งสมาธิกลับเข้ามาใหม่ ฝึกไปฝึกมาตื้อบ่อยๆ เข้าไปทนไม่ไหวมันก็จะมีสมาธิขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย เขาแนะนำให้ทำอย่างนี้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10-20 นาที เมื่อเราฝึกมากๆ เข้าจิตใจเราจะมีพลัง สามารถต่อสู้กับกิเลสพื้นๆ ได้ เช่น สู้กับความหิว เป็นต้น

หลายคนอาจจะคิดทำกรรมฐรานเป็นเรื่องเป็นราวเอาจริงเอาจัง ซีเรียสมาก การทำแบบนั้นต้องไปหาอาจารย์ให้ช่วยสอนช่วยประคับประคอง เพราะว่าคนที่เข้าสมาธิแบบซีเรียสเมื่อเข้าไปถึงจุดที่ได้ฌานสมบัติลึกๆ แล้วระบบประสาทสมองจะมองเห็นผีสาง เทวดา นางฟ้า โอปปาติกะ ตามธรรมชาติของสมองที่สงบถึงจุดนั้น ถ้าไม่มีอาจารย์คอยดึงไว้ก็อาจจะเกิดหลงเชื่อว่าภาพที่เห็นเป็นของจริงหลงผิดเข้าป่ามีความคิดว่า สรรพสิ่งมีอัตราหาทางออกไม่เจอ การเข้าสมาธิแบบจริงจังอย่างนั้นไม่ใช่ของเด็กเล่น เขามีไว้สำหรับคนที่มีเวลามาก คนที่เห็นว่าที่นี่วุ่นวายหนอ สำหรับเราท่านที่ยังต้องปากกัดตีนถีบ เลี้ยงลูกเมียครอบครัวหรือทำงานเป็นลูกจ้างออฟฟิตเห็นทีจะไม่ดีแน่ เรามาทำกันแค่กรรมฐานเพื่อลดน้ำหน้กก็พอแล้วนะ

ที่มา : women.sanook.com

เคล็ดลับหุ่นยังสวยใสปิ๊ง แม้กินอาหารตามใจปาก


ทานอาหารตามใจปากได้ แบบไม่ต้องกลัวอ้วน
เรื่องโดย "พริตตี้"

หากคุณเป็นสาวทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองใช้พลังงานไปมากมายเหลือเกินในแต่ละวัน และหาทางออกในการชดเชย พลังงานที่สูญเสียไป โดยการแอบขนมหวาน หรือของจุบจิบไว้ใต้โต๊ะ และรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อเจ้านายเผลอ แล้วรู้สึกเหมือนพลกำลังทั้งหลายมันกลับคืนมา

ขอให้คุณทราบไว้เลยว่าคุณเข้าใจผิดถนัดค่ะ แท้ที่จริงแล้วคุณสามารถรับประทาน ตามใจปากได้โดยระมัดระวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นดังนี้ค่ะ

อย่าลดอาหารที่มีแคลอรี่ทั้งหมด
ดีใจใช่ไหม๊คะ ที่คุณไม่ต้องเกร็งกับการพกเครื่องคิดเลข ไว้คอยคำนวณปริมาณ แคลอรี่อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่คุณ รับประทานอาหารตามปกติ เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยขอให้คุณงดเว้นลูกอม หรืออาหารที่ไม่มีสาร อาหารที่มี คุณค่าเท่านั้นค่ะ

ทานอาหารที่มีโปรตีน
หากปริมาณน้ำตาล ในเลือดของคุณคงที่ ก็ไม่ต้องขวนขวาย ไปหรอกค่ะ แต่หากน้ำตาลในเลือดต่ำก็ให้ทาน อาหาร ประเภท โปรตีน เช่น ถั่ว ทูน่า และดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อย วันละ 8-10 แก้วค่ะ

ทานอาหารไทยดีกว่าฟาสฟู้ด
ง่ายๆก็คืออาหารไทย มักเพียบพร้อมไปด้วย สารอาหาร นานา ชนิด ฟาสฟู้ดอาจทำให้คุณอิ่มท้อง แต่ให้สารอาหาร ที่มีประโยชน์ เพียงไม่กี่อย่าง ในแต่ละครั้งเท่านั้นค่ะ

ทานอาหารเสริม
อาหารที่ว่าได้แก่ วิตามิน เอ ซี และ อี โดยอาจไม่ต้องซื้อ เป็นเม็ด ก็ได้ โดยคุณอาจซื้อส้ม กล้วย มะละกอ ที่อุดมไป ด้วยวิตามินมา รับประทาน ให้เป็นประจำ จะช่วยลดอาการ ท้องผูกได้ด้วย สำหรับอาหารเสริม ชนิดอื่นๆ คุณจะรับ ประทาน ด้วยก็ได้หาก คุณชอบ เช่น น้ำมันตับปลา ซุปไก่สกัด รังนก น้ำขิง เป็นต้นค่ะ

คอฟฟี่เบรคตามสบาย
ที่ว่าตามสบายนี่หมายถึง ให้คุณดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพียง 1 แก้ว (ซึ่งคนส่วนใหญ่จะชอบ กาแฟ) โดยใช้ระยะ เวลา 20-30 นาที ก่อนออกกำลังกาย เป็นประจำทุกวัน แล้ว เพราะคาเฟอีนจะ ทำให้คุณออกกำลังกายได้นานขึ้น และอึดขึ้นกว่าเดิม แต่หากว่า คุณ ไม่ชอบออกกำลังกาย ก็ให้คุณ ทานกาแฟได้อย่างน้อยวันละ 1 แก้วเท่านั้นค่ะ

ทานอาหารเช้าได้ตามปกติ
โดยก่อนรับประทานอาหาร ให้คุณดื่มน้ำส้มคั้น หรือน้ำ สะอาด อย่างน้อย 1 แก้วก่อนอาหารเช้าค่ะ การงดอาหารเช้า ไม่ได้ช่วย ให้คุณ ผอมลงแต่ประการใด แถมยังทำให้ ท้องร้องครวญคราง เพราะมีเวลาหลายชั่วโมง เกินไปกว่าจะถึงตอนเที่ยงค่ะ

ทานอาหารเที่ยงช้าลง
หากงานของคุณเป็นงานที่ใช้พลังงานมาก และคุณเองก็อยากลดความอ้วน หรือกรณีที่คุณเป็นคนชอบออกกำลังกาย ให้คุณทานอาหารกลางวันตอน 4 โมงเย็นและงดอาหารเย็นมื้อหนัก โดยให้คุณทานของว่างเป็นอาหารเย็นแทนค่ะ


ขอบคุณที่มา : women.sanook.com

6 เหตุผล ทำไมลดน้ำหนักไม่ได้


6 เหตุผลน่าประหลาดใจ ทำไมลดน้ำหนักไม่ได้สักที

ขจัดชนวนความอยากอาหาร โดยเฉพาะอะไรที่หวานๆ อย่างที่ชอบทานกันอยู่ ทำตามสูตรก็แล้ว แต่น้ำหนักก็ยังเยอะอยู่ โดยเฉพาะไขมันหน้าท้องที่ดูเหมือนมันจะปวารณาตัวแล้วว่าจะอยู่เป็นเพื่อนตายเราไปถาวร...ถ้ากำลังเจอปัญหานี้อยู่ลองสังเกตดูดี ๆ สิว่าพฤติกรรมที่ไม่น่าจะมีอะไรต่อไปนี้เป็นที่มาของเพื่อนตาย (ที่เราไม่ต้องการอย่างว่ารึเปล่า)
Solution : อันดับแรกคือขจัดต้นตอความเครียด อย่าคิดว่าตัวเองทำทุกอย่างได้ ปล่อยๆ มันบ้าง เมื่อรู้สึกตึงๆ หลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเครียด ก็ให้เวลาตัวเองเคลียร์สมอง เดินเล่นสัก 5 นาที จุดเทียนกลิ่นลาเวนเดอร์ วานิลลา หรือพักผ่อนทางใจแบบง่ายๆ โดยปิดตา หายใจเข้าลึกๆ จินตนาการถึงภาพวิวสวยๆ สัก 10 นาที ทำแบบนี้จะช่วยลดคอร์ติซอล
ต้นเหตุที่ 1 : โทรทัศน์
ระวังการเอกเขนกสบายอยู่แต่บนโซฟา เพราะเราค้นเจอมาว่าคนที่ดูโทรทัศน์ระหว่าง 1 - 2 1/2 ชั่วโมงต่อวัน จำนวนถึง 93 ใน 100 คน ดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐานกว่าคนที่ดูทีวีต่ำกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากเราไม่ค่อยจะเคลื่อนไหวตัวตอนดูโทรทัศน์นั่นเอง และยังพบด้วยว่าช่วงเวลานั้นอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด รวมถึงระดับการเผาผลาญก็จะลดลงด้วย ในคนรูปร่างปกติ ขณะดูทีวีระบบการเผาผลาญ หรือเมตาบอลิซึมจะทำงานต่ำมากเพียง 20 - 30 แคลอรีต่อชั่วโมง หมายความว่าถ้าเราจุ้มปุ๊กหน้าทีวี 5 ชั่วโมงทุกวัน น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น 0.45 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ นี่ยังไม่นับแคลอรีจากขนมที่เราถือติดมือไว้ทุกครั้งเวลาอยู่ตรงนั้นอีกละ
Solution : ง่ายมาก ก็ดูเฉพาะรายการโทรทัศน์ที่ชอบ จบแล้วก็ปิด และขณะดูก็ไม่ควรทานขนม

ต้นเหตุที่ 2 : ชีวิตแต่งงานมีควาสุข
การวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งมิเนโซต้า พบว่าเรามักจะมีน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 2.5 กิโลกรัม ภายใน 2 ปีหลังจากแต่งงาน เหตุผลก็คือ คู่แต่งงานใหม่จะเลือกทานอาหารที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะหันไปทานตามอย่างสามี จากที่เมื่อโสด คุณอาจจะอดบางมื้อ หรือทานสลัดเป็นอาหารเย็น แต่เมื่อแต่งงานคุณมีแนวโน้มว่าจะเลือกชนิดอาหารน้อยลง แต่ทานปริมาณเยอะขึ้น อย่างนี้ก็แย่สิ !
Solution : ควรจะจูจุ๊บสัญญากันว่าจะชวนกันทานอาหารที่เบาขึ้น ดีต่อสุขภาพมากขึ้น อย่างน้อยสัก 2 - 3 มื้อต่อสัปดาห์ เวลาว่างก็เกี่ยวก้อยกันไปออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนัก ซึ่งนอกจากรูปร่าง และสุขภาพที่เป็นผลดีแล้ว ยังมีการยืนยันว่า คู่แต่งงานที่ออกกำลังกายด้วยกันถึง 95% หย่าร้างกันน้อยกว่าที่แยกกันทำกิจกรรมเลยทีเดียว

ต้นเหตุที่ 3 : ความเครียด 7 ชั่วโมงต่อวัน
คิดว่างานยุ่ง ๆ จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้นใช่ไหมคะ ผิดค่ะ ที่จริงความเครียดจะเพิ่มการสร้างฮอร์โมนในร่างกายชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะส่งสัญญาณให้ร่างกายรักษาน้ำหนักให้คงที่แถมยังฝากไขมันไว้ในช่องท้องมากขึ้นอีกด้วย (ไขมันหน้าท้องเป็นชนิดทีขจัดยากที่สุด และยังเกี่ยวพันไปถึงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ) ถ้านี่ยังร้ายไม่พอ คอร์ติซอลยังทำให้คุณเจริญอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่หวาน มีไขมันสูง และเป็นศัตรูกับความผอมการปล่อยตัวเองให้เครียดจึงทำให้เราทานของว่างบ่อยเกินไป และทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น


ต้นเหตุที่ 4 : เที่ยวกับแฟน
คิดว่าตัวเองน่ะดีจะตาย เพราะดื่มเฉพาะวันที่ไปเที่ยวกับแฟนเท่านั้น แต่ถ้าคุณออกเที่ยวกันบ่อยเกินไป ไขมันก็มาพอกพูนที่รอบเอวอยู่ดีค่ะ แม้ว่าเราจะยังไม่เข้าใจกลไกที่แน่นอน แต่จากการวิจัยก็พบว่าคนที่ดื่มเกิน 4 แก้วต่อคราว แม้ว่าจะเที่ยวเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง จะมีไขมันหน้าท้องมากกว่าคนที่เที่ยวบ่อยแต่ดื่มปริมาณน้อยกว่า
Solution : เพลาๆ การดื่มลงบ้าง ดีที่สุดคือแค่ 1 แก้วหรือน้อยกว่านั้น แต่ถ้าคุณต้องการดื่มมากกว่า 1 แก้ว ให้เลือกดื่มไวน์ ซึ่งมีรายงานหลายชิ้นสนับสนุนว่า คนที่ดื่มไวน์เสี่ยงจะมีหน้าท้องยื่นน้อยกว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่น

ต้นเหตุที่ 5 : ลมหนาว
ลมหนาวพัดมาทีนอกจากจะได้งัดเสื้อหนาวตัวเก่งมาใส่อวดกันแล้วสาว ๆ จำนวนมากจะมีความสุขกับการบริโภค ทำให้เราจะได้รับแคลอรีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1,000 – 1,500 แคลอรีต่อวันในช่วงนี้ ในทางตรงข้ามคนที่มักจะซึมเศร้าอยู่แล้วก็จะยิ่งใช้พลังงานน้อยลง เศร้า หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยล้าตลอดฤดูเหมือนกัน ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นเพราะช่วงกลางวันที่สั้นลงนำไปสู่การลดระดับของสารเซอโรโทนิน และโดพามินในสมอง เป็นเหตุให้รู้สึกเฉื่อยชา แต่กระตุ้นให้เราอยากทานอาหารจำพวกแป้ง หรือขนมหวาน
Solution : เดินผึ่งแดดตอนช่วงกลางวันประมาณ 15 - 30 นาที จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นการออกกำลังกายก็จะช่วยให้กระฉับกระเฉงเช่นเดียวกันและยังช่วยเผาผลาญแคลอรีที่เพิ่มขึ้นมา แต่ถ้า 2 สัปดาห์ แล้วคุณยังรู้สึกหดหู่อยู่ อย่างนี้เรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะค่ะ ควรไปปรึกษาแพทย์ ท้ายที่สุดอย่าให้ลมหนาวล่อลวงถุงขนมเข้ามาในบ้านของคุณ ชิงซื้อผลไม้ ผัก หรือธัญพืชเข้ามาก่อนจะดีที่สุด

ต้นเหตุที่ 6 : ไม่ยอมนอน
การวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่าหากนอนน้อยเกินไปจะส่งผลให้ระบบเมตาบอลิซึมแปรปรวน จึงง่ายสำหรับไขมันตัวร้ายที่จะดอดเข้ามายึดครองร่างกาย การอดนอนยังนำไปสู่สภาพที่ร่างกายไม่ได้ใช้น้ำตาลในเลือดอย่างสมควร จึงทำให้เราเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากขึ้น และยังลดระดับของเลปติน (ฮอร์โมนซึ่งเป็นกุญแจสำคัญให้คุณรู้สึกอิ่ม) และไม่ใช่จะมีปัญหากับเฉพาะคนที่นอนไม่หลับ ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นกับคนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืนด้วย
Solution : อย่าอดนอน ผู้หญิงเราควรนอน 7 - 8 ชั่วโมงต่อคืน และหากกำลังประสบปัญหานี้อยู่ให้ลองตั้งเวลาตื่นเท่ากันทุกวัน และเข้านอนเร็วขึ้น 15 นาที ทุกๆ สัปดาห์ ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวจนอยู่กับร่องกับรอยมากขึ้น

ถ้าบ้านทำให้คุณอ้วน
เชื่อมั๊ย ! สิ่งแวดล้อมในบ้านก็ทำให้รอบเอวคุณขยายได้ ลองดูวิธีนี้ว่าจะช่วยคุณได้รึเปล่า

ปรับแสงไฟภายในบ้าน
งานวิจัยพบว่าคนอ้วนจะทานอาหารมากขึ้นในห้องที่มีแสงจ้ามากกว่าแสงสลัว เพราะแสงสว่างๆ ทำให้เรารู้สึกตื่นตัว จึงทำให้กินเร็วขึ้น และได้รับแคลอรีเพิ่มขึ้น และในทางตรงกันข้ามคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักก็มีแนวโน้มที่จะกินอาหารมากขึ้นแม้จะอยู่ในแสงที่หรี่ลงเพราะลืมตัว ฉะนั้นปรับแสงไฟในบ้านให้พอดี ๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เก็บอาหารให้ห่างสายตา
อาหารยิ่งอยู่ใกล้ ก็ดูเหมือนเราจะกินมันมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่เก็บอยู่ในชั้นที่ต่ำกว่าในตู้เก็บของจะถูกกินบ่อยกว่าอาหารบนชั้นสูงๆ และระหว่างอาหารจานเดียวกับการทำกับข้าวทานด้วยกันก็ดูเหมือนว่าอย่างหลังจะทำให้เราเติมข้าวมากกว่า 1 จาน

ปิดวิทยุ
เราจะรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยขึ้นถ้าฟังดนตรี และนั่งที่โต๊ะอาหารนานขึ้น โทรทัศน์ก็ให้ผลแบบเดียวกัน

ที่มา : women.sanook.com

เลิกบุหรี่กันอย่างไรไม่ให้อ้วน

เลิกบุหรี่แบบไม่ต้องกลัวอ้วน

การสูบบุหรี่นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคกระเพาะ โรคกระดูกพรุน ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หยาบกร้าน แก่เร็วขึ้นแล้ว บุหรี่ยังทำให้คราบนิโคตินเกาะตามนิ้วและฟัน บั่นทอนบุคลิกภาพด้วย สำหรับใครที่ยังให้เหตุผลกับตัวเองว่าฉันสูบบุหรี่เพราะต้องการลดน้ำหนัก ต้องขอบอกว่าจากข้อมูลวิจัยในต่างประเทศพบว่าการสูบบุหรี่เป็นวิธีควบคุมน้ำหนักที่แย่ที่สุด เพราะภายในเวลา 6 เดือนหลังการเลิกบุหรี่ น้ำหนักตัวอาจเพิ่มสูงถึง 5 - 15 กิโลกรัมทีเดียว แต่ถ้าอยากเลิกบุหรี่แบบไม่อ้วน เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

นิโคตินกับน้ำหนักตัว

เร่งอัตราเผาผลาญอาหารของร่างกาย ให้สูงขึ้น100-200 แคลอรีต่อวัน แต่เป็นเพียงในชั่วระยะเวลาสั้นๆหลังสูบ และลดความอยากอาหาร ผู้สูบบุหรี่จัดส่วนใหญ่จึงไม่อ้วน
ลดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้การสะสมไขมันในร่างกายลดลง แต่เมื่อเลิกสูบบุหรี่ ระบบการเผาผลาญจะคืนสู่สภาวะปกติ เมื่อฮอร์โมนอินซูลินหลั่งตามปกติทำให้ร่างเก็บสะสมไขมันได้เพิ่มขึ้น บางคนอาจมีอาการอยากของหวานจึงหันมาการกินแทนการสูบบุหรี่ โดยทั่วไปเวลางดสูบบุหรี่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นได้ 3-5 กิโลกรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่สูบบุหรี่มานาน 10-20 ปี หรือสูบตั้งแต่วันละซองขึ้นไป ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มักมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม ส่วนอีก 1ใน3 มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดเพียงเล็กน้อย ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มในสัปดาห์แรกหลังจากงดบุหรี่เป็นน้ำหนักของน้ำที่ร่างกายกักไว้

เทคนิคเลิกบุหรี่โดยไม่ทำให้อ้วน

อย่าลดน้ำหนักพร้อมกับอดบุหรี่ เพราะจะล้มเหลวทั้งสองอย่าง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มง่ายควรเริ่มออกกำลังกายพร้อมกับลดปริมาณอาหารก่อนงดบุหรี่ในระยะเริ่มต้น เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่ายกาย แล้วจึงค่อยๆลดปริมาณการสูบบุหรี่ลง อีกวิธีหนึ่งคือวางแผนเลิกบุหรี่ก่อน แม้น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ก็รอลดได้ทีหลัง รออย่างน้อย 2 สัปดาห์หรือ 1เดือนขึ้นไปเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายถอนนิโคตินหมดไปแล้ว โดยวางแผนการเลิกบุหรี่ล่วงหน้า ไม่ควรเลิกในช่วงที่มีเทศกาลการกินหรือช่วงที่เครียดมาก เพราะจะทำให้ควบคุมน้ำหนักไม่ได้ผล
กินอาหารเป็นเวลา และไม่งดมื้ออาหาร คนสูบบุหรี่ส่วนใหญ่มักสูบบุหรี่ในช่วงเช้า จึงงดอาหารเช้า กินมื้อเที่ยงเล็กน้อย แต่กินมื้อเย็นหนักมาก ข้อแนะนำสำหรับการเลิกบุหรี่คือควรกินภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากตื่นเช้า และงดกินอาหาร 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
เลี่ยงอาหารไขมันและน้ำตาลสูง ช่วงที่เพิ่งงดบุหรี่ คนสูบบุหรี่ส่วนใหญ่(แต่ไม่ทุกคน) มักกินอาหารไขมันสูงและน้ำตาลเพิ่มขึ้น และอยากกินของหวานมากขึ้น แต่หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ร่างกายจึงจะคืนสู่นิสัยการกินเดิม กรณีที่ไม่สามารถควบคุมความหิวได้ ให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวโพดคั่วไม่ใส่เนย แตงกวา หรือ แครอท ซึ่งช่วยแก้ปัญหาท้องผูกอันเป็นผลข้างเคียงเมื่อเลิกบุหรี่ นอกจากนี้ควรดื่มน้ำ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อเร่งการขับนิโคตินออกจากร่างกายเร็วขึ้น
งดเครื่องดื่มคาเฟอีน ช่วงที่ร่างกายถอนนิโคตินจะทำให้หงุดหงิดกระวนกระวาย คาเฟอีนจะทำให้อาการเหล่านั้นแย่ลง

อย่าใช้เวลาในมื้ออาหารนาน เมื่อเลิกบุหรี่แล้วจะทำให้กินมากขึ้น เพราะพยายามหาสิ่งอื่นมาชดเชยแทนการสูบบุหรี่ สิ่งแรกที่มักจะทำคือกินเพิ่มขึ้น แม้ไม่หิวก็ตาม ฉะนั้นอย่าใช้เวลาที่โต๊ะอาหารหรืออยู่ใกล้อาหารนานๆ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด (มากกว่า 1 ซองต่อวัน) น้ำหนักตัวอาจขึ้นเร็วกว่าและหิวบ่อยกว่าผู้ที่สูบน้อยกว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีนิโคตินผสมอาจช่วยป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่มได้

นอนหลับพักผ่อนให้พอ เพราะเวลาเหนื่อยและง่วงจะทำให้เกิดความอยากบุหรี่และอาหาร ข่มใจเมื่ออยากบุหรี่ ความรู้สึกอยากจะหมดไปเองภายในเวลา 5 นาที ฝึกผ่อนอารมณ์และหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วผ่อนลมหายใจออก ควรหากิจกรรมทำเพื่อหันเหความสนใจของตนเองจากความต้องการบุหรี่และอาหาร
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก 30-40 นาที 5-7 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ เพราะการออกกำลังกายป้องกันการลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน ช่วยคลายเครียด ทำให้ร่างกายหลั่งเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นยากล่อมประสาทตามธรรมชาติออกมา และได้หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดมากขึ้น

ประโยชน์ทันทีจากการเลิกบุหรี่ คือ ความดันโลหิตลดลง ระบบหายใจและการรับรสดีขึ้น ควรวางแผนงดบุหรี่ล่วงหน้าเพื่อพิชิตความอ้วนที่อาจมาเยือน และอย่าตกใจมากเกินไปกับน้ำหนักที่เพิ่มเล็กน้อย หากปรับพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย คุณจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ แถมยังได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมาด้วย

ที่มา : women.sanook.com

ผลิตภัณฑ์นม ช่วยลดความอ้วน



เป็นที่ถกเถียงกันมานานหลายสิบปี ว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลง ล่าสุด มีรายงานผลการวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งศูนย์วิจัยเนสท์เล่ได้นำ รายงานมาเป็นผลการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างการรับประทานผลิตภัณฑ์นม กับการลดน้ำหนัก ว่า ผลิตภัณฑ์นมช่วยลดน้ำหนัก และไขมันได้ เพราะนมจะมีส่วนช่วยควบคุมเมตาโบลิซึม หรือขบวนการ เผาผลาญของร่างกายได้ดีกว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

ขณะทำการศึกษากว่า 24 สัปดาห์ พบว่า คนที่รับประทานอาหาร ที่นมเป็นส่วนประกอบ อย่าง นม โยเกิร์ต หรือเนยแข็ง ในปริมาณ 3-4 หน่วยบริโภคต่อวัน ลดน้ำหนักได้มากกว่า คนที่รับประทานอาหาร ที่ไม่มีนมเป็นส่วนประกอบ และสามารถลดลงได้ถึง 24 ปอนด์ ซึ่งเป็นน้ำหนักของไขมันที่อยู่ช่องท้อง ที่เกิดการเผาผลาญ และยังทำให้ลดความเสี่ยง การเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง

ซึ่ง มร.ไมเคิล ซีเมล ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ อธิบายว่า "คนที่รับประทานผลิตภัณฑ์นม จำนวน 3 หน่วยบริโภคต่อวัน จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน"

การศึกษาชิ้นนี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสารโรคอ้วน ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะขณะที่ศึกษาอยู่เป็นช่วงที่โรคอ้วนกำลังระบาดใน คนอเมริกัน โดยพบว่า ในปี 2000 คนอเมริกันเป็นโรคอ้วน ถึง 64% ซึ่งความเจ็บป่วยจากโรคอ้วนนี้เอง ทำให้กระทรวงสาธารณสุข ของรัฐบาลอเมริกันต้องเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 117 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

และยังมีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาใน 90 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์นม 3-4 หน่วยบริโภคต่อวัน มีผลโดยตรง ทำให้น้ำหนักตัวลดลง ช่วยประหยัดเงินของรัฐได้มากถึง 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลามากกว่า 5 ปี

ศูนย์ผู้บริโภคเนสท์เล่ ประเทศไทย ที่มา : women.sanook.com

22 วิธี เผาผลาญแคลอรี


22 วิธี กำจัดแคลอรี่


(1) หากอยากกินขนม ให้ดื่มน้ำแทน เอาให้อิ่มไปเลย
(2) พยายามให้ตู้เก็บอาหารของเราว่างเปล่า เพื่อจะไม่ได้มีสิ่งยั่วยวนให้เราตบะแตก
(3) ติดรูปนางแบบ หรือ นายแบบ ที่เราฝันอยากจะเป็น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการลดความอ้วน
(4) กินของที่มีรสชาติร้อนแรง เช่น พริกป่น ขิง ซอสพริก จากรายงานของ มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น พบว่ามันจะกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 25%
(5) หลับเพื่อลดความอ้วน เมื่อคุณหลับโอกาสที่จะหาของกินย่อมมีน้อยลง
(6) เป็นนักช็อปที่ฉลาด มีรายชื่อข้าวของที่คุณต้องการที่จะซื้อ และให้ซื้อเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสไปซื้อของอ้วนๆมากิน
(7) กินข้าวเช้าเถอะที่รัก เพราะมันจะไม่ทำให้คุณหิวมากตอนช่วงกลางวัน
(8) ฟังเพลงที่มีสุนทรียรส (พวกเพลงอกหัก อย่าฟัง) นักวิจัยพบว่า สมองเราทำงานเมื่อเวลาฟังเพลงดีๆ เหมือนกับตอนที่เราหม่ำอาหารที่ชอบ
(9) อย่ากินจนกว่าจะนั่ง
(10) ดื่มชาเขียว มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่าการดื่มชาเขียวจะช่วย เผาผลาญแคลอรี พยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน
(11) เวลากินก็สนใจในสิ่งที่ตนเองกิน หากตอนที่เราดูทีวี อ่านหนังสือ หรือดู internet ก็อย่ากิน
(12) พยายามหาเวลาไปเดิน เพราะนอกจากจะช่วยเผาผลาญแคลอรีแล้ว แสงแดดยังช่วยทำให้ลดความอยากอาหารด้วย
(13) พยายามหมั่นแปรงฟัน เพราะมันช่วยลดความอยากของคุณได้
(14) อย่าใจร้อนจะลดความอ้วนภายในพริบตา เพราะนอกจากมันจะทำไม่ได้แล้ว คุณจะเสียกำลังใจไปเปล่าๆ
(15) กินพออิ่ม เหลือก็ช่างมันเถอะ อย่าเสียดาย ให้คิดเสียว่าหากกินเข้าไป เวลาจะลด อาจจะเสียเงินมากกว่า
(16) เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์
(17) ซื้อเชือกกระโดด มันเป็นการออกกำลังกายที่ดี และไม่เปลืองที่อีกด้วย
(18) บริหารก้น เมื่อคุณยืนรอรถเมล์ หรือ นั่งทำงาน ลองพยายามเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นแล้วก็คลาย มันไม่เพียงแต่ทำให้ก้นคุณกระชับ แต่มันทำให้เราผ่อนคลายด้วย (เอ้อ ดีแฮะ)
(19) ไปซื้อดัมเบลล์มาเล่นที่บ้าน เวลาว่างก็เอามันมายกขึ้นยกลง
(20) ลองขึ้นบันได้ทีละสองขั้น
(21) บ้านไหนมีสวน ก็ไปขุดดิน ตัดหญ้าบ้าง เอาแคลอรีออกไป
(22) ไปซื้อวิดีโอออกกำลังกาย เปลี่ยนบ้านให้เป็น ฟิตเนสเลย

ที่มา : www.7wandee14wansuia.com

‘น้ำ’ อาหารวิเศษ ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้

น้ำช่วยลดน้ำหนัก และ ลดไขมันได้


ร่างกายคนเราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เช่น ถ้าท่านมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ท่านจะมีน้ำอยู่ในร่างกายถึง 30 กิโลกรัม ดังนั้นเนื้อเยื่อทุกชนิดที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายจะต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ แต่ปริมาณอาจมีมากน้อยแตกต่างกัน เช่น ฟันมีน้ำร้อยละ 5 กระดูกและไขมันมีน้ำร้อยละ 25 กล้ามเนื้อมีน้ำร้อยละ 80 เป็นต้น

น้ำถือเป็นสารอาหารอย่างหนึ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ รองจากออกซิเจนที่จำเป็นในการหายใจ ดังนั้นท่านต้องคิดถึงความสำคัญของน้ำอยู่ตลอดเวลา ท่านสามารถอดอาหารได้เป็นเดือนๆ แต่ถ้าอดน้ำ 2-3 วัน ก็อาจถึงตายได้ เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญในการทำปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย การย่อย การดูดซึม การไหลเวียนของสารอาหารต้องอาศัยน้ำ การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายก็ต้องอาศัยน้ำ นอกจากนี้น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย

ปริมาณที่ต้องการโดยประมาณคือ 1 ลิตรครึ่งถึง 2 ลิตร ซึ่งนอกจากน้ำที่ดื่มเป็นแก้วๆ แล้ว น้ำที่ปนอยู่ในอาหาร เช่น ข้าว ไข่ เนื้อสัตว์ ผลไม้ ถ้าท่านรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไป ท่านก็จะได้น้ำเข้าร่างกายด้วยเช่นกัน วิธีง่ายๆ ที่แสดงว่าท่านดื่มน้ำเพียงพอแล้วคือ การดูสีของปัสสาวะ ว่ามีสีเหลืองจางค่อนไปทางใส ไม่ใช่สีเหลืองเข้ม

อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่น้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปร่าง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง “น้ำ เป็น อาหารอันวิเศษ” ที่ช่วยในการดูแลรูปร่างอย่างถาวร น้ำจะช่วยในการระงับความอยากอาหาร และช่วยร่างกายเร่งการเผาผลาญไขมัน จากรายงานการวิจัยพบว่า การดื่มน้ำน้อยจะเป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมของไขมันมากขึ้น หากดื่มน้ำมากจะช่วยในการลดการสะสมของไขมันลงได้

นอกจากนี้ท่านต้องดื่มน้ำเพื่อให้ไตทำงาน ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือช่วยเร่งการเผาผลาญของไขมันที่สะสมในร่างการให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการเผาผลาญของไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกายมากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง ไขมันและของเสียที่คั่งค้างจะทำให้ท่านอ้วน แก่ เหี่ยว ซึ่งดูไม่ดีเอาเลย

นอกจากนี้ น้ำยังช่วยบรรเทาอาการท้องผูกด้วย หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ (เมื่อท้องไม่ผูก อารมณ์จะปลอดโปร่ง หน้าจะไม่มีสิวเขรอะ ดูดีขึ้นได้)

โปรดระลึกไว้เสมอว่า การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ จะทำให้ระบบร่างกายได้รับการกระตุ้น และพร้อมที่จะทำงาน ส่งผลให้โลหิตไม่ข้น การไหลเวียนเป็นไปได้ง่าย สูบฉีดดี หัวใจไม่ทำงานหนัก ไม่เมื่อยล้า ไม่เหนื่อยง่าย หัวใจเป็นปกติ มีประสิทธิภาพดี แข็งแรง ลมหายใจสะอาดสดชื่น หายใจโล่งเย็น นัยน์ตาสดใสเป็นประกาย มีน้ำหล่อเลี้ยงแวววาวตลอด ไม่มีเส้นเลือดแดงก่ำ ไม่แสบตา ไม่ร้อนใน ปาก ลิ้นสะอาด ผิวกายไม่เหี่ยวย่น ใบหน้าชุ่มชื่น เต่งตึงเป็นสีชมพู เลือดดี การขับถ่ายของเสียสะดวก ไม่ท้องผูก ปัสสาวะใสสะอาด ไม่ปวดหลัง และบั้นเอว การทำงานของไตดี รูขุมขนมีเหงื่อชุ่มเสมอ

ที่มา : mind and care

5 ชนิด พิชิตความอ้วน!


รู้อีกไหมว่า อาหารบางประเภทนั้นธรรมชาติเขาสร้างมาเพื่อช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในร่างกายให้อยู่ในภาวะที่สมดุล เรียกว่าเป็นอัศวินที่ธรรมชาติส่งมาช่วยมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว (ว่าไปนั่น) ซึ่งอัศวินเหล่านี้มีอยู่ 5 คนด้วยกัน ไปทำความรู้จักกับอัศวินพิชิตอ้วนกันดีกว่าค่ะ

แล้วรู้หรือไม่ว่า ที่จริงแล้วร่างกายของเรานั้นสามารถสร้างคอลลาเจนได้เองอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อันเป็นที่มาของความอ้วนและโรคต่าง ๆ อย่างหลอดเลือดอุดตัน และหัวใจวายได้ในที่สุด


มะเขือ
ในมะเขือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเปราะ มะเขือพวง มะเขือเทศ ล้วนมีสารอาหารที่ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลอย่าง วิตามินพี หรือ ไบโอฟลาโวนอยด์ และโพแทสเซียม ดังนั้น การรับประทานมะเขือทั้งหลายเข้าไปจึงช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันและคอเลสเตอรอลได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในแกงกะทิทั้งหลายจึงมักมีมะเขือเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย อย่างนี้แล้วเมื่อรับประทานแกงกะทิที่มันมาก ๆ ก็ควรรับประทานมะเขือเข้าไปด้วย เพราะนอกจากทำให้ไม่อ้วนแล้ว มะเขือยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันผนังเส้นเลือดแข็งตัว และทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติอีกด้วย

ถั่วเหลือง
อัศวินคนที่สองผู้นี้อุดมไปด้วยโปรตีน เส้นใย วิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 กรดโฟลิก คลอไรด์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไขมันไม่อิ่มตัว (ไขมันดีสำหรับร่างกาย) และที่สำคัญที่สุดคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานเมล็ดถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ฯลฯ รับรองว่าไม่อ้วน ทั้งยังชะลอความแก่และป้องกันโรคมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย

กระเทียม
แม้ว่าคุณสมบัติหลัก ๆ ของกระเทียมจะช่วยสร้างระบบการสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก หรือถ้าทานสด ๆ จะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้ด้วยก็ตาม แต่กระเทียมยังช่วยขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกายได้อีกด้วย เพราะการรับประทานกระเทียมจะทำให้ระบบเผาผลาญไขมันทำงานได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ ดังนั้นในอาหารคาวจานต่าง ๆ จึงควรใส่กระเทียมสดเข้าไปด้วย รับรองว่าเห็นเล็ก ๆ อย่างนี้ แต่คุณสมบัติคับแก้วมากค่ะ

หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่นั้นเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดความอ้วน ทั้งนี้เพราะหอมหัวใหญ่มีคุณสมบัติที่ช่วยเผาผลาญไขมันและลดไขมันได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความดันน้ำตาลในเลือด และบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ธาตุเดินไม่ปกติได้อีกด้วย ดังนั้นในเมนูไข่ทั้งหลายที่เต็มไปด้วยคอเลสเตอรอลจึงควรใส่หอมหัวใหญ่ลงไป แล้วถ้าใครไม่ชอบรับประทานหอมหัวใหญ่ เพราะรู้สึกว่ามีกลิ่นแรง รสฝาด ขอแนะนำว่าให้ปรุงให้สุกเสียก่อน แล้วหอมหัวใหญ่จะมีรสหวานอร่อยมาก ทางที่ดีควรรับประทานหอมหัวใหญ่ให้ได้ทุกวัน วันละ 3 – 4 หัว โดยสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปต้มหรือนึ่ง อาจเหยาะเกลือเพิ่มรสชาติเล็กน้อยก็ได้

แอปเปิล (แนะนำถ้าเป็น แอปเปิลเขียวจะดีมากๆค่ะ)
ถ้าคุณหิวจนตาลายแต่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร แอปเปิลสักลูกจะช่วยลดความหิวได้ดี เพราะแอปเปิลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75% ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกินสิบนาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิดอ่อนเพลียระหว่างก่อนเวลารับประทานอาหารมื้อใหญ่ ๆ นอกจากนี้ในแอปเปิลยังมีสารอาหารจำพวกวิตามินซี บี 6 ธาตุเหล็ก ทองแดง และโพแทสเซียม ที่ช่วยในการเผาผลาญไขมานและควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย

เมื่อรู้จักกับอัศวินพิชิตอ้วนทั้ง 5 ไปแล้ว เวลารับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูงนั้นก็ควรรับประทานอัศวินเหล่านี้เข้าไปด้วย โดยเลือกทานได้ตามความเหมาะสม เช่น ทานแอปเปิลก่อนรับประทานอาหารมื้อหลัก ใส่หอมหัวใหญ่ในไข่เจียว ใส่มะเขือทั้งหลายในแกงกะทิ มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบหลักในอาหาร คุณอาจรับประทานน้ำนมถั่วเหลืองทุกเช้าหรือเวลาหิว รับรองว่าถ้าทำได้เป็นนิสัยแล้วสุขภาพคุณจะแข็งแรงและไม่มีปัญหากับความอ้วนอีกเลยค่ะ
ที่มา สนุกดอทคอม www.sanook.com

กีฬาช่วยลดน้ำหนักสำหรับผู้หญิง


กีฬาที่เหมาะสำหรับสาวๆ
สาวๆ บางคนอาจจะไม่ชอบออกกำลังกาย เพราะรู้สึกว่าน่าเบื่อที่จะต้องมาทำท่าบริหารร่างกายทุกวัน พอไม่เห็นผลก็ท้อใจแล้เลิกไปในที่สุด ทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลวอีก เรามีวิธีออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬาที่สนุกและเผาผลาญพลังงานมากไปด้วยกันเลยค่ะ

1. สเกตน้ำแข็ง กีฬาชนิดนี้อาจจะหาที่เล่นได้ยากซักหน่อยค่ะ แต่ถ้ามีแหล่งแล้วก็น่าสนใจไม่น้อยค่ะ เพราะเป็นกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังสูง สามารถเผาผลาญได้ถึง 1700 แคลอรี่ต่อชั่วดมงเลยทีเดียว น่าสนใจมากๆ

2. จักรยาน แต่กีฬานี้ควรจะมีกลุ่มเพื่อนที่ขี่จักรยานไปด้วยกันก็จะยิ่งสนุกค่ะ ขี่จักรยาน 1 ชั่วโมงสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 1000 แคลอรี่ค่ะ

3. วิ่งเหยาะๆ หรือเดินเล่น ควรเดินหรือวิ่งอย่างน้อย 40 นาทีขึ้นไปค่ะ ถ้าวิ่งเหยาะๆ ก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ 1700 แคลอรี่ต่อชั่วโมง แต่ถ้าเดินเล่นก็เผาผลาญได้ 1000 แคลอรี่ต่อชั่วโมงเลยค่ะ

4. กอล์ฟ ออกจะไฮโซสักเล็กน้อยนะคะ แต่ถ้าสามารถและมีกำลังทรัพย์พอก็สามารถที่จะเล่นกอล์ฟเพื่อลดน้ำหนักได้ค่ะ สามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 1100 แคลอรี่ต่อชั่วโมงได้ ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยคะ

5. ขี่ม้า นี่ก็ไฮโซอีกเช่นกัน และหาที่เล่นยากซักหน่อย แต่ก้สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 1000 แคลอรี่ต่อชั่วโมงได้เลยค่ะ

ที่มาของบทความ http://www.ladytip.com/main/content/view/2727/75/

หายใจให้ถูกต้อง ก็ลดความอ้วนได้


วิธีทำก็ง่ายคือ นั่งบนเก้าอี้ พยายามให้หลังตรง จากนั้นชูมือทั้งสองข้างขึ้นจนสุด ค่อยๆ ลดแขนลงพร้อมกับหายใจออกยาวๆ จากนั้นหายใจเข้าตามสบาย วางข้อมือทั้งสองข้างไว้ที่ใต้ท้อง หายใจออกแล้วก้มร่างกายท่อนบนลงมา ผ่อนกำลังลงและหายใจเข้าตามสบาย

หรือจะเลือกใช้วิธีที่สอง คือหายใจโดยกำหนดสะดือเป็นศูนย์กลาง เริ่มจากนั่งไขว้ขา วางปลายนิ้วมือทั้งสองไว้ใต้หน้าอก หายใจออกช้าๆ ยาวๆ พร้อมกับให้ส่วนบนของร่างกายงอไปข้างหน้าเล็กน้อย กะให้ศีรษะตรงกับตำแหน่งของสะดือ แล้วใช้ปลายนิ้วมือวางไว้ที่ปลายหน้าอกนั้นกดลงไป เมื่อหายใจออกจนหมด ก็ให้ยกส่วนบนขึ้นตรงแล้วหายใจเข้าตามปรกติ ในขณะที่ปฏิบัติจะรู้สึกช่วงล่างใต้สะดือจะมีการเคลื่อนไหว เป็นเพราะส่วนท้องไหลเวียนมีการดูดรับและขับของเสียออกทางท่อของลำไส้ใหญ่ ไต และตับอย่างมีประสิทธิภาพ มากที่สุด


ที่มาของบทความ http://www.ladytip.com/main/content/view/3/75/

หุ่นสวยได้ใน 4 สัปดาห์


คุณจะดูเพรียวลงและแข็งแรงขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน ถ้าคุณทำตามคำแนะนำ เพียงทำตามตารางต่อไปนี้แค่ 4-5 ครั้ง ก็เห็นผล

วันจันทร์ ตั้งเป้าไปที่ บั้นท้าย ขาและหน้าท้อง

ท่าปฏิบัติ
• ท่าบริหารหัวใจ 20 นาที หากคุณเข้าโรงยิมเป็นประจำอยู่แล้ว ลองวิ่งบนเครื่องวิ่ง หรือไม่ก็ปั่นจักรยานที่มีแรงต้านเล็กน้อย แต่หากคุณออกกำลังกายที่บ้าน ลองเดินอย่างกระฉับกระเฉงหรือไม่ก็จ็อกกิ้งดู
• ท่านั่งย่อยืด 20 ครั้ง ยืนปล่อยแขนไว้ข้างลำตัว ค่อยๆ นั่งโดยทิ้งน้ำหนักไปด้านหลังกระทั่งต้นขาขนานกับพื้น ขณะเดียวกันยกแขนขึ้นด้านหน้า เพื่อสร้างความสมดุลแล้วกลับไปไท่าเริ่มต้น
• ท่าแทงเข่า 20 ครั้ง ยืนเอามือท้าวสะโพก ใช้เท้าขวาก้าวไปด้านหน้า พร้อมย่อเข่าลงกระทั่งต้นขาขนานกับพื้น กลับไปที่ท่าเดิมแล้วเปลี่ยนเป็นขาซ้าย
• ท่าถ่วงน้ำหนัก 20 ครั้ง ยืนถือเวทขนาด 3-5 ปอนด์โดยให้มืออยู่บริเวณหน้าขา โน้มตัวไปด้านหน้าโดยใช้ช่วงเอว กระทั่งนิ้วของคุณแตะพื้นแล้วกลับไปที่ท่าเริ่มต้น
• ท่าขาตั้งฉาก 40 ครั้ง นอนราบกับพื้นมือแนบลำตัว
พยายามยกขาทั้งสองให้ตั้งฉากกับเพดาน จากนั้นค่อยๆ วางขาลงจนห่างจากพื้น 2-4 ฟุต


วันอังคาร
มุ่งไปยัง แขนและหน้าอก
ท่าปฏิบัติ
• ท่าบริหารหัวใจ 20 นาที
• ทำท่าซิทอัพ โดยชันหรือวางเข่าราบกับพื้น 15-20 ครั้งหรือพยายามทำเท่าที่คุณสามารถทำได้
• ท่าชูขึ้น 20 ครั้ง นอนราบกับพื้นในมือถือเวทหนัก 3-5 ปอนด์ งอแขนเข้าโดยให้มืออยู่บริเวณไหล่ ฝ่ามือหันเข้าหากัน ค่อยๆ ยกเวทขึ้นกระทั่งแขนตึง โดยพลิกฝ่ามือหันไปทางปลายเท้า เสร็จแล้วกลับไปที่ท่าเริ่มต้น
• ท่าโน้มตัว 20 ครั้ง นั่งลงที่ขอบเก้าอี้โดยให้เข่างอไว้ วางน้ำหนักลงที่ส้นเท้า ปลายนิ้วเท้าของคุณควรชี้ไปด้านหน้า ใช้มือจับส่วนหน้าของเก้าอี้ระหว่างขาให้แน่น พยายามตั้งหลังให้ตรงไว้ ค่อยๆโน้มตัวไปด้านหน้าโดยใช้ลำแขนช่วยดึงลำตัวลงไป กระทั่งข้อศอกของคุณอยู่ในระดับเดียวกับหัวไหล่ กลับไปที่ท่าเริ่มต้น


วันพุธ
มุ่งไปยัง หลังและไหล่
ท่าปฏิบัติ
• ท่าบริหารหัวใจ 20 นาที
• ท่ากางปีก 20 ครั้ง ยืนให้ปลายเท้ากว้างในระดับไหล่โดยมือทั้งสองถือเวทหนัก 3-5 ปอนด์ในมือ หันฝ่ามือเข้าหาลำตัว จากนั้นค่อยๆ กางแขนทั้งสองขึ้นจนกระทั่งสูงขึ้นถึงระดับไหล่ แล้วค่อยๆ วางลงอย่างช้าๆ
• ท่ายกขึ้นด้านหน้า 40 ครั้ง (ข้างละ 20 ครั้ง) ยืนตรงในมือถือเวทหนัก 3-5 ปอนด์ ค่อยๆ ยกแขนขวาขึ้นทางด้านหน้าจนถึงระดับไหล่ ค่อยๆ วางลงแล้วเปลี่ยนแขน
• ท่ายกเหยียด 20 ครั้ง ยืนตรงในมือถือเวทหนัก 3-5 ปอนด์ ค่อยๆ งอแขนเข้าหาลำตัวโดยให้ฝ่ามือหันออกด้านหน้า เหยียดแขนทั้งสองตรงเหนือศีรษะแล้วค่อยๆ วางลงอย่างช้าๆ


วันพฤหัสบดี
มุ่งไปยัง บั้นท้าย ขาและหน้าท้อง
ท่าปฏิบัติ
• ท่าบริหารหัวใจ 20 นาที
• 30 ท่าดึงถีบ (ข้างละ 15 ครั้ง) ทำท่าหมอบโดยพยายามให้หลังตรงเข้าไว้ ดึงเข่าขวาให้ขึ้นมาถึงหน้าอกแล้วถีบออกด้านหลังให้ขายืดตรง เริ่มทำใหม่โดยเปลี่ยนขา
• ท่านั่งย่อยืด 20 ครั้ง
• ท่าแทงเข่า 15-20 ครั้ง
• ท่ายกกระดูกเชิงกราน นอนราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นและแขนแนบลำตัว ค่อยๆ ยกบั้นท้ายขึ้นกระทั่งสูงเหนือพื้นประมาณ 3-5 นิ้ว ค่อยๆ วางลงอย่างช้าๆ
• ท่ายกบิด 40 ครั้ง (ข้างละ 20 ครั้ง) นอนราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นแล้วเอามือรองไว้ใต้ศีรษะ พยายามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องโดยการยกศีรษะและหัวไหล่ขึ้นจากพื้น ในขณะเดียวกันหมุนลำตัวไปทางด้านขวามือ เสร็จแล้วเปลี่ยนข้าง


วันศุกร์
มุ่งไปยังส่วนที่คุณมีปัญหา
ท่าปฏิบัติ
• ท่าบริหารหัวใจ 20 นาที
• จากนั้น พิจารณาดูว่าถ้าแขนของคุณยังไม่ฟิตพอ ให้ใช้ท่าบริหารของวันอังคาร แต่หากหลังและไหล่รู้สึกอ่อนแอเหลือกำลัง ให้คุณทำท่าของวันพุธ ก้น ขา และช่องท้องเกิดต้องการการบริหารมากกว่าเท่าที่ทำไปเมื่อวันจันทร์และพฤหัสบดี ให้นำท่าของวันจันทร์มาทำอีกครั้ง ด้วยวิธีนี้คุณจะไม่ทำท่าที่ซ้กับวันก่อน ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนเกิดอาการเจ็บปวด


วิธีเลือกรับประทาน
หากต้องการลดน้ำหนักไปพร้อมๆ กัน ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณต้องวางแผนสำหรับเมนูอาหารในเดือนนี้
• ทำอาหารมื้อกลางวัน และมื้อค่ำด้วยเนื้อไม่ติดมัน
• เลือกผักใบสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม แต่หลีกเลี่ยงพวกที่เป็นแป้ง อย่างมันฝรั่ง
• หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อสามารถทำได้
• ไม่ควรรับประทานผลไม้ เขตร้อนที่มีแคลอรีสูง อาทิ สับปะรด กล้วย และมะพร้าว
• หนีห่างขนมหวานที่มีปริมาณน้ำตาบสูง
• ลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งใสใส่ผลไม้ อาจช่วยบรรเทาความอยากของคุณได้
ขอบคุณที่มาของบทความ http://www.ladytip.com/main/content/view/71/75/

5 สูตรลดน้ำหนัก รูปร่างดีทันใจ สูตร 2




สูตรที่ 2 ลด 7-8 กิโลกรัมใน 2 สัปดาห์


1. มื้อเช้ากินไข่ต้ม 1 ฟองหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
2. มื้อกลางวันกินสลัดผัก 1 จาน หรือส้มตำ 1 จาน (ไม่หวานนะคะ)
3. มื้อเย็นกินแอปเปิ้ล 1 ผล หรือแฮมนึ่ง 1 แผ่น
4. งดอาหารหลัง 6 โมงเย็น ถ้าหิวให้ดื่มน้ำมากๆ แทน
5. เต้นแอโรบิก 60 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สูตรลดน้ำหนัก ของสมเด็จพระเทพฯ


**ก่อนรับประทานอาหารควรดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว**

วันที่ 1

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือโยเกริต์
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
มื้อเย็น : สลัดผัก

วันที่ 2

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
มื้อเย็น : โยเกริต์

วันที่ 3

มื้อเช้า : โยเกริต์หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 4

มื้อเช้า : ขนมปัง 1 แผ่น น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
มื้อเย็น : โยเกริต์

วันที่ 5

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
มื้อเย็น : สลัดผัก

วันที่ 6

มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
มื้อกลางวัน : ปลานึ่งหรือปลาเผา
มื้อเย็น : นมสด

วันที่ 7

มื้อเช้า : ข้าวสวย 1 ทัพพี และหมูย่าง 1 ชิ้น หรือ ข้าวสวย 1 ทัพพี และไข่ต้ม 1 ลูก
มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 8

มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น : ให้รับประทานอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักต่อให้เริ่มทำตั้งแต่วันแรก

อ้างอิงจาก http://www.ladytip.com/main/content/view/2/75/

อาหารชุด ลดน้ำหนัก ใน 3 วัน


สูตรนี้จะลดน้ำหนักได้ 5% ของน้ำหนักตัวค่ะ บางคนอาจละได้ 1-2 กิโลกรัมเท่านั้น ลองทำดูซัก 2 ชุดติดต่อกันนะคะ หรือจะลองสูตรอื่นดูก็ได้ค่ะ มีอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม การลดความอ้วนที่ได้ผลแน่นอนก็ต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยนะคะ

วันที่หนึ่ง
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ส้มโอ 1/2 ผล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ถั่วเหลืองในซอสมะเขือเทศ
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ปลาทูน่า 4 ออนซ์ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อเย็น : แฮม 2 แผ่น ถั่วฝักยาวต้ม 4 ออนซ์ (ประมาณ 115 กรัม) ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ บีทรูทต้ม 4 ออนซ์

วันที่สอง
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง กล้วยหอม 1/2 ผล
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แคร๊กเกอร์ (แบบเค็ม) 5 แผ่น Coltage Cheese (คล้ายโยเกิร์ต) ของโฟร์โมสต์ 120 กรัม
มื้อเย็น : แฮม 2 แผ่น บร็อคคอลรี่ต้ม 4 ออนซ์ แครอทต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ กล้วยหอม 1/2 ผล

วันที่สาม
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แคร๊กเกอร์ (แบบเค็ม) 5 แผ่น Cheddar Cheese 1 แผ่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผล
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง
มื้อเย็น : ปลาทูน่า 4 ออนซ์ บีทรูทต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ ดอกกระหล่ำต้ม 4 ออนซ์ แคนตาลูป 1/2 ผล

หมายเหตุ
1. ขนมปังปิ้งต้องปิ้งจนแห้ง และไม่ทาเนยหรือมาการีน
2. แคร๊กเกอร์ต้องเป็นรสเค็ม
3. ปลาทูน่าและถั่วฝักยาวอาจแช่แข็งได้
4. อาหารชุดนี้จะทำปฏิกิริยาทางเคมีซึ่งกันและกัน และพิสูจน์ได้

ข้อห้าม
1. ห้ามเปลี่ยนแปลงหรือทดแทนอาหารอื่น ห้ามใช้เครื่องปรุงอื่น นอกจากเกลือและพริกไทย
2. รายการใดที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ให้ใช้วิจารณญาณตามความเหมาะสม สูตรอาหารนี้ให้ใช้ติดต่อกัน 3 วัน ภายใน 3 วัน ควรลดน้ำหนักได้ 10 ปอนด์ หรือประมาณ 4.5 กิโลกรัม หลังจาก 3 วัน รับประทานอาหารได้ตามปกติ

(4 ออนซ์ = 100 กรัม = 1 ขีด)


ที่มาของบทความ http://www.ladytip.com/main/content/view/4/75/

หุ่นสวย หลังคลอด


เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก คู่แต่งงานหลายคู่ เมื่อแต่งกันแล้วแน่ละใครบ้างหละไม่อยากจะมีพยานรักตัวน้อยๆเอาไว้เชยชม แต่แหม กว่าจะได้เชยชมนี่ เล่นเอาผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ หนาวกันเป็นแถบๆ ไม่ใช่อะไรหรอก ก็รูปร่างอันสะโอดสะอง ที่อุตส่าห์ อดมื้อกินมื้อเพื่อความสวยนี่สิ มันจะมลายหลายไปในพริบตาชั่วเวลาไม่กี่เดือน ไหนจะผิวพรรณ ที่ผุดผ่องจะต้องมีคราบไคลที่ขัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก อีกหน้าตาที่เคยเปล่งปลั่ง ก็ต้องบวมจมูกบาน นึกแล้วน่าใจหาย คลอดไปแล้วก็ไม่รู้จะกลับมาสวยได้เหมือนเดิม กินน้อยๆ เพื่อรักษาหุ่นจะดีมั้ย ข้อนี้ต้องคิดนานหน่อย

อย่าเชียวนะ คุณที่กำลังจะเป็นแม่ทั้งหลาย อย่าคิดเช่นนี้ การตั้งครรรภ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างนั้นนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณจะค่อยๆหายไปภายใน 6 เดือนหลังคลอด สอบถามจากคุณ"วาว" คุณแม่ที่รู้จักกัน ตอนท้องเธอน้ำหนักขึ้นถึง 24 กิโล หลังคลอดมาแล้ว 3 เดือน ลดลงไปตั้ง 20 กิโล ไปกระซิบถามมาให้แล้วค่ะ ว่าเธอมีวิธีรีดน้ำหนักออกได้อย่างไร


เรามาเริ่มดูกันตั้งแต่หลังที่ลูกน้อยคลอดออกมาเลยดีมั้ย เมื่อคลอดมาแล้วเธอไปชั่งน้ำหนักช่างน่าตกใจลงไปแค่ 5-6 กิโลเอง นั่นคือน้ำหนักของตัวเด็กและรก แต่ไม่ต้องตกใจนะ เพราะตอนนั้นตัวคุณแม่เองทั้งพอง ทั้งบวม มันจะยุบลงอีกค่ะ พอกลับมาบ้านแล้ว ต้องควบคุมอาหารอย่างจริงจัง อาหารทอดทั้งหลายควรหลีกเลี่ยง เปลี่ยนมาเป็นพวก นึ่ง ต้ม ปิ้ง ย่าง จะดีกว่า อ้อ ไม่ใช่เอาเนื้อติดมันอย่างเสือร้องไห้มาย่างหละ อันนี้ไม่ได้ผลนะคะ พวกมันๆ หรือหนังทั้งหลาย เขี่ยทิ้งให้หมด ไม่งั้นไม่สวยนะ ทานพวกโปรตีน วิตามิน เกลือแร่เยอะๆ ทานข้าวน้อยๆ หนักกับข้าวไว้ ผลไม้ กินเข้าไป ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายด้วยค่ะ แล้วนมอย่าลืม ต้องเป็นนมพร่องมันเนย ไขมันต่ำนะคะ ทานน้ำเยอะๆด้วยนะ และที่สำคัญยิ่ง ควรให้ลูกทานนมแม่ด้วย น้ำหนักลงเร็วแน่นอน (เทคนิคเล็กๆก่อนให้นมลูกสัก 10 นาที ให้ดื่มน้ำเยอะๆ) นอกจากทานอาหารแล้ว ก็ต้องมีการออกกำลังกายด้วยค่ะ จำไว้ว่า ร่างกายของคุณยังไม่ปกติดีเหมือนคนทั่วไป ต้องมีการพักฟื้น ควรเริ่มจากการยืดเส้นยืดสายสบัดแขนสบัดขาไปก่อนอย่าไปหักโหมมาก จะเจ็บตัวเปล่าๆ และต้องทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดเวลาด้วยนะคะ ดิฉันมีวิธีบริหารส่วนต่างๆที่คุณแม่ทั้งหลายต้องมีปัญหานำไปปฎิบัติกันค่ะ


ส่วนแรกคือหน้าท้อง

ขั้นแรก นอนราบกับพื้น ยกขาชันเข่าขึ้น มือวางไว้ที่ท้ายทอย จากนั้นพยายามยกศรีษะขึ้นจากพื้นช้าๆ และลงราบกับพื้นให้ท้องแบนราบเลยนะคะ แล้วค่อยยกขึ้นใหม่ ทำอย่างนี้ 10 ครั้งค่ะ ถ้าร่างกายคุณแข็งแรงพอแล้วค่อยเพิ่มค่ะ และเมื่อคุณเริ่มแข็งแรงพอแล้ว ให้ทำในท่าเดิมแต่ยกเป็น 2 จังหวะ คือเมื่อยกแล้วให้หยุดแล้วยกต่อจังหวะที่สองจากนั้นก็วางศรีษะลง ทำ 10 ครั้งเมื่อแข็งแรงก็เพิ่มได้ค่ะ

และท่าสุดท้ายสำหรับการบริหารหน้าท้อง อาจจะยากสักหน่อยนะคะ เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องจริงๆ ให้นอนราบกับพื้น ยกขาขึ้นชันเข่า มือประสานไว้ที่ท้ายทอย ยกตัวขึ้นนับ 1 บิดไปทางขวานับ 2 บิดไปทางซ้ายนับ 3 หยุด แต่อย่าเพิ่งเอาหัวลงนะคะ ยกขึ้นมาอีกครั้งนับ 4 แล้วจึงวางหัวราบลงกับพื้น ท่านี้ไม่ขอจำกัดค่ะ ให้คุณทำเท่าที่คุณทำได้ ** การบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง สำคัญคุณต้องเกรงหน้าท้อง และยกหัวขึ้นด้วยลำตัว อย่ายกมันด้วยมือที่อยู่ตรงท้ายทอย เพราะมันจะทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่ได้ผลค่ะ **

ท่าบริหารต้นขา

ยืนตรง แยกขาออกพอย่อตัวลงได้ จากนั้นย่อตัวลงแตะพื้น อะ..อะ ไม่ใช่การก้มตัวไปเหมือนท่านักวิ่งนะคะ ให้ย่อตัวลง หลังตรงค่ะ ท่านี้ทำแล้วจะปวดขา แต่มันได้ผลนะคะ ทำ 10 ครั้งค่ะ

ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว รับรองค่ะ 3 เดือนหลังคลอดเห็นผลแน่นอน..

ขอบคุณแหล่งที่มา » mcot

จัดการกับความอ้วน ให้สิ้นซาก


คุณคงไม่ใช่คนเดียวโดดเดี่ยวในโลกที่คิดว่าตัวเอง "อ้วน"

"อ้วน"ซึ่งเป็นคำแสลงหูและฟังดุไม่เป็นมิตรสำหรับหญิงสาวหลาย ๆ คน ก็แล้วจะมาทนแขม่วพุง หรือซ่อนขาใหญ่ของคุณอยู่ทำไมล่ะ มาฆาตกรรมความอ้วนไปให้พ้นจากตัวของคุณกันเถอะ

1. ต้องสร้างจุดหมาย คุณต้องมีเป้าหมายที่แน่นอนว่าจะลดแค่ไหนอย่างไร บางคนบอกว่าเอาแค่ใส่เสื้อผ้าไซส์เอ็มตัวกระจิ๋วที่แขวนอยู่ตามห้างให้ได้ก็พอ แต่บางคนก็บอกว่าเอาแค่กำจัดไขมันเซลลูลีสที่เห็นเด่นเป็นคลื่นออกก็มีความสุขแล้ว หรือจะเอาน้ำหนักมาเป็นตัววัดก็ได้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วท่องให้ขึ้นใจ "๕๐ กิโลกรัม ๕๐ กิโลกรัม" นี่เป็นเป้าหมายของคุณนะ จำไว้

2. อย่าตามใจปาก โอ้โหนี่เลย นี่เป็นคาถาฉมังที่ทุกคนรู้ดี ของต้องห้ามสำหรับคนที่ลดน้ำหนักก็คือของทอด ของมัน ของหวาน และการกินปริมาณมาก ก่อนที่คุณจะแตะของโปรดอย่างเช่นมันฝรั่งทอดที่รู้กันว่ามีมนต์ขลังกินแล้วหยุดไม่ได้จนกว่าจะหมดถุงนั้น คุณต้องพยายามนึกภาพของตัวเองในน้ำหนัก ๕๐ กิโลกรัม หรือใส่ชุดเอวลอยโชว์สะดือได้เหมือนนางแบบสุดฮอต แล้วก็เขี่ยมันฝรั่งทอดทิ้งไปซะ

3. ดื่มน้ำและทานผลไม้ให้มาก การดื่มน้ำจะทำให้ผิวพรรณของคุณสดใสและปากคุณจะได้ไม่ว่างหรือเหงามากเกินไปจนอยากทานโน่นทานนี้ หรือถ้าเหงามากอยากเคี้ยวให้หันไปหาผลไม้ที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของคุณดีขึ้นด้วย แต่อย่าพึ่งพาผลไม้แคลลอรี่สูงอย่างทุเรียน หรือมะม่วงแล้วอาจจะจบลงด้วยข้าวเหนียวและน้ำหนักรุ่นเฮฟวี่เวจเพิ่มตามมาแทน

4. ออกกำลังกาย นี่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อีกเหมือนกัน คุณอาจจะบอกว่าไม่มีเวลา ฉันทำงานมากเหนื่อยเหลือเกิน ออกกำลังกายไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไปปรากฎตัวอยู่ตามฟิตเนสราคาแพง หรือออกกำลังแบบที่เป็นจริงเป็นจังอย่างเล่นแบดมินตัน ตีเทนนิสตามคอร์ต หรือว่ายน้ำเท่านั้นคุณอาจจะใช้เวลาแค่ ๒๐ ถึง ๓๐ นาทีกระโดดเชือก วิดพื้น เล่นดรัมเบลล์ เต้นแอโรบิกตามเทป บริหารส่วนต่าง ๆ ด้วยตัวเอง วิ่งรอบบ้าน วิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดอะไรก็ได้ที่จะทำให้คุณได้เหงื่อและกล้ามเนื้อของคุณจะแข็งแรงยิ่งขึ้น

5. ให้รางวัลตัวเองบ้าง คุณไม่จำเป็นต้องเข้มงวดกับตัวเองตลอดเวลา ว่าชั้นจะต้องอดอดและอดทานสิ่งตัวเองชอบ เพราะจะทำให้คุณเครียด คุณอาจจะยอมให้รางวัลกับตัวเองเช่น ทานไอศครีมสองอาทิตย์ครั้ง หรือเดือนละครั้ง แต่อย่าเผลอไปให้รางวัลตัวเองบ่อยนัก ไม่งั้นคุณกับเจ้าไขมันส่วนเกินของคุณคงต้องเป็นเพื่อนซี้แกะไม่ออกไปอีกนานเลยแหละ

แหล่งที่มา » mcot

สูตรลดน้ำหนัก 3 เดือนเห็นผล จาก อรนภา กฤษฎี

ดารา นางแบบ นักแสดง ช่างแต่งหน้า

ให้เวลากับตัวเองในเวลา 3 เดือน ตามตารางที่ดิฉัน กำหนดให้คุณ รับรองว่าเห็นผลแน่ ในการมีรูปร่าง หน้าตาที่สวยกว่าเดิม แต่ขอย้ำนะคะว่าคุณจะต้อง ซื่อตรง ต่อตารางที่ ดิฉันกำหนดให้ ดิฉันจะกำหนด ตารางเป็น 4 อาทิตย์ต่อเดือน ทั้งหมดก็จะเป็น 12 อาทิตย์ ในแต่ละอาทิตย์จะมีกิจกรรม ให้คุณทำครบ ถ้วน กระบวนความ

ขอบอกไว้ก่อนว่า ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแต่คุณต้องจัดระเบียบให้กับตัวเอง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก ปล่อยชีวิตให้กระจัดกระจายไปตามอารมณ์ ไร้ระเบียบแบบแผน พร้อมหรือยังคะ ที่จะทำตัวให้สวยภายในเวลา 3 เดือน ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มอ่านตารางที่ดิฉันจัดให้ ขอให้ละเอียดหน่อยนะคะในการอ่าน และพึงปฏิบัติด้วยล่ะ

อาทิตย์ที่ 1

1.เปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆวันละ 8-12 แก้ว

2. หันมารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เป็นพวกโยเกิร์ตหรือนม ที่มีแคลลอรี่ต่ำก็ได้ มีการจำกัด หารับประทานเนื้อดิบที่มีไขมันสูง เลือกรับประทานเฉพาะปลา หรือเป็ดไก่ที่ไร้หนัง เนยก็รับประทานได้ แต่ต้อง Low-Fat นะคะ และทั้งหมด ควรรับประทานพอประมาณ

3. เริ่มที่จะขัดผิวกายของคุณก่อนการอาบน้ำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วย ให้มีการระบาย น้ำเหลืองให้หมุนเวียนไปตาม โครงสร้างของผิวทำให้ ทั่วร่าง เริ่มจากเท้าและฝ่าเท้าของคุณ ไปจบตรงแผ่นหลัง ให้แน่ใจเสมอว่า ทั่วถึง ทั้งเรือนร่างทุกครั้งที่ทำ

4. เริ่มว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 20 นาที อย่างต่อเนื่อง

อาทิตย์ที่ 2

1. รับประทานผลไม้ให้มากขึ้น รับประทานผลไม้สดวันละ 2-4 มื้อ จะรับประทานเป็นผลหรือคั้นน้ำก็ได้ จำพวกผลไม้ผลเล็กๆหรือองุ่น ให้ได้จำนวนปริมาณน้ำ 2 ช้อนโต๊ะใหญ่ต่อวัน

2. เริ่มหัดเดินให้ไกลๆบ้าง อย่าเวลาคุณไปทำงาน ถ้าระยะทาง จากบ้านไปที่ทำงานไกลเกิน ก็ให้นั่งรถครึ่งเดินครึ่ง แต่ต้องเดินใน ที่ที่สบาย เพื่อการผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็มีทางเลือกอย่างอื่น คือเดินสัก 20 นาที หลังมื้อเที่ยง ทำเช่นนี้สัก 3 วัน ใน 1 อาทิตย์ และทุกครั้งควรเดิน อย่าง คล่องแคล่วกระฉับกระเฉง

3. นัดช่างผมกรรไกรทองสำหรับ การเปลี่ยนทรงผมใหม่ หรือจะเล็มผมที่ ยาวแล้วก็ได้ และตั้งใจไว้เลยว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกๆ 3 เดือน

4. จัดการกับตู้กับข้าวของคุณซะใหม่ ให้ทิ้งสิ่งต่างๆที่เป็นส่วน ของการเพิ่ม ไขมัน ใหมีแผนการสำหรับการกินอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้น อย่างเช่น เนื้อ ปลาทะเลชิ้น บางๆ น้ำ หรือน้ำมันมะกอก ถ้าเป็นไปได้ ในตู้กับข้าว ตู้ใหม่ของ คุณจะต้องมีอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณ น้ำตาลต่ำ หรือไร้น้ำตาลไปเลย

อาทิตย์ที่ 3

1. เริ่มดูแลผิวพรรณ โดยการเข้าร้านเสริมสวยซะ โดยกรรมวิธีที่จะทำให้ ผิวพรรณ คุณ ดูนุ่มนวลดุจธรรมชาติ อย่างเช่นเอาพืชทะเล มาพันร่าง เพื่อ ทำให้ผอม พร้อมกับ ครีมที่มีกลิ่นหอมมานวดร่างคุณ หรือไม่ก็ขัด ผิวคุณ ด้วยพืชพรรณตามธรรมชาติ ผิวคุณก็จะดูผุดผ่องขึ้นมาทันตา

2. อาทิตย์นี้ก็อย่าลืมให้เวลากับการเดิน พักผ่อนหย่อนใจ อาจจะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตามสวนสาธารณะ หรือออกไปนอกเมืองไกลๆ แล้วใช้การเดินระยะยาว

3. ตรวจดูการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อย่างขนมปัง ธัญพืช หรือผลไม้อย่างมะเขือเทศ คุณควรที่จะควบคุมการรับประทานอาหาร อย่างตั้งใจวันละ 6-8 มื้อ ขนมปังหั่นแผ่นบางๆสักชิ้น จะปิ้งหรือไม่ก็ได้ พวกธัญพืชสัก 3 ช้อนโต๊ะ ข้าวสัก 1 ช้อนโต๊ะ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้น พาสต้า พร้อมใส่ไข่สัก 2 ฟอง กำลังดี

4. พยายามเลือก ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง หรืออาหารจำพวกเส้นที่มีคุณภาพ ควรรับ ประทานเป็น อาหารบำรุง หรืออาหารเสริม เพื่อให้ร่างกาย มีพลังงานใช้ อย่างเต็มที่

อาทิตย์ที่ 4

1. ทำการบริหารหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ โดยใช้วิธีง่ายๆ แต่ทำเป็นประจำตลอดอาทิตย์

- เริ่มด้วยการนอนราบไปบนแผ่นยางหนาสักหน่อย เพื่อกัน กระดูก ทิ่มพื้น ชันเข่าขึ้น ให้เท้าราบไปกับพื้น มือประสาน กันไว้ที่ท้ายทอย แล้วยกส่วนก้นขึ้นเนื้อพื้นพอประมาณ พร้อมทั้งกดเกร็งหน้าท้อง แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ โดยหลังยัง ติดกับพื้นอยู่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆวางลง แล้วหายใจเข้าเป็น การผ่อนคลาย


- ยังอยู่ในท่าเดิม แต่มือประสารกันไว้ที่ท้ายทอยเพื่อ พยุงคอ เอาไว้ ยกลำตัวขึ้น กดหน้าท้อง โดยการเกร็ง แล้วหายใจ ออกช้าๆ วางตัวนอนดังเดิม พร้อมหายใจเข้า ท่านี้เขาเรียกว่า sit up


- ในท่าเดียวกัน ยืดขาขวาให้ตรงกับลำตัว ในขณะที่ขาซ้ายยังชัน เข่าอยู่ แล้วงอเข่าขวามาที่หน้าอก พร้อมยกลำตัวขึ้นบิด ไปทาง ขวา โดยให้ข้อศอกซ้ายแตะเข่าขวา เกร็งหน้าท้องไว้ อย่าลืม หายใจ ออกด้วย ทำสัก 10-15 ครั้ง แล้วเปลี่ยนกลับไปทำอีกข้าง

2. ตรวจดูการดื่มแอลกอฮอล์ของคุณว่าอย่ามีมากกว่า 15 หน่วยต่ออาทิตย์ เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกผู้หญิงอย่างเรา 1 หน่วยเท่ากับไวน์ 1 แก้ว หรือเบียร์ครึ่งเหยือก แค่นี้กำลังงามค่ะ ภายใน 1 อาทิตย์

3. เลิกล้มความฝันสำหรับชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ คุณจะดูวิเศษที่สุดก็ต้อง หลังสองเดือนไปแล้ว เดือนที่ 2


อาทิตย์ที่ 5

1. เริ่มดื่มน้ำที่คั้นมาจากพืชชนิดที่มีใบ อย่างเช่นน้ำยี่หร่าผสมน้ำ น้ำใบบัวบก เพื่อทำการกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของคุณ จะดื่มหลังจากอาหารค่ำ ก็ได้ (ไม่ควรดื่มขณะตั้งครรภ์) ดื่มชาผลไม้ เพื่อทำให้การหมุนเวียน ของเลือดดีขึ้น การทำงานของไตก็จะดีขึ้นไปด้วย การดื่ม มิ้นต์ (peppermint) จะช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหารเช่นกัน

2. อาทิตย์นี้เดินให้มากขึ้นสัก 20-30 นาที ตลอดอาทิตย์ เพิ่มระยะทาง และความเร็วในการเดินให้มากขึ้นด้วย ก้าวแต่ละก้าวควรให้นุ่มนวล และเยือกเย็น เรียกว่า "มีสมาธิในการเดิน"

3. รับประทานผัก 3-5 มื้อต่อวัน เป็นผักรวมจานเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้ควร เป็นผักสด

วิธีทำสลัด (วิธีทำสลัดสไตล์คุณม้า)

- หอมใหญ่ 1 หัว (ขาวหรือแดงก็ได้) ผัดขม ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง 1 กำ ( ล้างและลอกเปลือกอย่างสะอาด)

- นำผักมาล้าง หั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆ แล้วตกแต่งให้สวยงามด้วยหน่อไม้ ฝรั่งกับผักชีฝรั่ง น้ำสลัด อย่างง่ายๆ

1 ช้อนโต๊ะสำหรับน้ำผึ้ง

1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว

พริกไทยป่น นิดหน่อย

พริกหยวก บดละเอียด ผสมให้เข้ากัน แล้วราดลงบนผักสลัด ที่จัดเตรียม ไว้ รับรองอร่อยแน่


อาทิตย์ที่ 6

1. ต่อสู่เซลส์ผิวหนังด้วยการนวดตัวทุกวัน อันนี้เข้สถานบริการนวดตัว จะดีที่สุด อย่านวดด้วยตัวเองเลยค่ะ ลำบาก

2. ยังคงออกกำลังกายอยู่นะคะ และอย่าลืมยกน้ำหนักด้วยเวทข้างประมาณ 1-2 กิโล สองวันต่ออาทิตย์ บริหารหน้าท้องยังคงต้องทำอยู่สม่ำเสมอ นอนราบชันเข่า มือถือที่ยกนำหนักเอาไว้ ยกลำตัวขึ้น พร้อมกับยก น้ำหนักไว้ด้านหน้าให้สุดแขน และเมื่อเอาตัววางนอนลง ให้ค่อยๆวาง แขนลงช้าๆเหนือศรีษะ ทำสัก 8-15 ครั้ง อาทิตย์ที่ 6 แล้ว คงต้องทำให้มัน หนักหน่อย คิดว่าคุณๆก็คงจะชินแล้วในการซิทอัพ

ยืนตัวตรง ยื่นขาขวาไปข้างหน้าพร้อมงอเข่า ยกน้ำหนักขึ้นโดยการ งอข้อศอก แล้วย่อตัวลง เก็บขากลับมา ยืนไว้ในท่าแรก จากนั้นสลับมา ทำเหมือนเดิมกับขาข้างซ้ายบ้าง ท่านี้จะได้ทั้งกล้ามเนื้อขนด้านหน้า และขา ท่าลดต้นแขน ยืนตัวตรง มือทั้งสองข้างถือที่ยกน้ำหนักไว้ แล้วยก ขึ้นเหนือศรีษะ ค่อยๆวางลงไปด้านหลังศรีษะ โดยให้ข้อศอก ชิดใบหูทั้ง สองข้าง ยกขึ้น ยกลง กล้ามเนื้อบริเวณแขนด้านในจะกระชับ ไม่หย่อน ยาน

3. อาจจะเต้นแอโรบิกหรืออกกำลังกายตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตามวิดีโอ การ บริหารร่างกายก็ได้นะคะ เลือกอันที่ดีๆหน่อยหรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเต้น ตาม สถานบริหารร่างกาย ดิฉันว่าจะสนุกกว่า

4. เข้าเซาน่าหรือห้องอบไอน้ำ หลังจากนั้นก็นวดตัวซะด้วยเลย คุณๆลองทำ ตาม ตารางที่ดิฉันกำหนดให้ภายใน 6 อาทิตย์ดูสิคะ ว่าร่างกายคุณเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน แต่การทำตามตารางต้องซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การออกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ รวมไปถึงทั้งตัว ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้น รับรองว่า เห็นผลแน่


อาทิตย์ที่ 7

1. ออกกำลังกายอย่างมุมานะด้วยเครื่องมือการออกกำลังกาย เช่น การถีบจักรยานอยู่กับที่สม่ำเสมอ การเดินในระยะทางไกลๆ หรือการเต้นแอโรบิก

2. จัดเตรียมนำผลไม้และน้ำผักสดไว้ดื่ม พร้อมกับการกินวิตามิน ผู้เชี่ยวชาญของโลกเขาบอกว่า การลดน้ำหนักที่ดีที่จะให้เห็นผลถึง 70 เปอร์เซนต์นั้นก็คือ การดื่มน้ำผลไม่หรือน้ำผักสด เพราะจะทำให้ย่อยง่าย และดูดซึมภายในเวลาเพียงแค่ 10-15 นาที ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 แก้ว ถ้าเยื่อก็ลองน้ำแอปเปิ้ล น้ำกล้วย น้ำมะละกอ และน้ำลูกพรุน หรือจะทำเป็นผลไม้รวมแบบค๊อกเทลอย่างองุ่น(เป็นลูก) มะละกอ (เป็นชิ้น ) แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ แล้วใส่น้ำส้มกับน้ำมะนาว ลงไป ก็จะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับน้ำผักสด ผสมกันระหว่าง แครอท หัวผักกาดแดง และแตงกวา หรือขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และผักโขม

3. วินาที แล้วเปลี่ยนอีกขาหนึ่ง ทำเช่นนี้สัก 10 ครั้งต่อข้าง เดินในน้ำสัก 3 นาที จากด้านหนึ่งของ ขอบสระไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเหสี่ยงแขนไปด้วยพร้อมๆกัน


อาทิตย์ที่ 8

1. ถึงเวลาของการปรับปรุงการวางท่าทาง โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านการออกกำลังกาย ในหนึ่งครั้งต่อวัน ยืนกางขาเล็กน้อย งอเข่าพอ ประมาณ แผ่นหลังตรง น้ำหนักอยู่ที่ส้นเท้า ทั้งสองข้าง หายใจออก และยืดส่วนท้องบริเวณสะดือและส่วนของกระดูกสันหลังขึ้น แขม่วส่วน กระดูกเชิงกรานเข้า แล้วเก็บก้น โดยให้รู้สึกว่า สองแก้มก้น ชิดสนิท แนบแน่น หายใจออกยาวๆ ทำเช่นนี้หลายๆครั้งเพื่อบริหาร กล้ามเนื้อ บริเวณ ท้องและก้น หายใจเข้า ออกในขณะ ที่คุณหมุนหัวไหล่เป็น รูปวงกลม และประสานมือ ยืดแขนขึ้นเหนือศรีษะ เป็นการยืดกล้าม เนื้อส่วนหลังทั้งหมด หลังจากนั้นก็ยืนตรงสบายๆ เป็นการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ บริเวณก้นสัก 30 วินาที แล้วเริ่มทำใหม่

2. เอ๊กเซอร์ไซด์ระบบหายใจด้วยการยืนตรงหรือนั่งเอานิ้วมือทั้งสองกด เข้าหากันให้อยู่ระดับจมูก หายใจออกช้าๆ พร้อมกับกดนิ้วมือเข้าหากัน อย่างแน่น ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วหายใจออก พร้อม ผ่อนคลาย จึงกลับมาทำใหม่สัก 10 ครั้ง


อาทิตย์ที่ 9

1. การเหยียบ step up เป็นกิจวัตรประจำวัน โดยถือที่ยกน้ำหนักด้วย สัก 21 ปอนด์ เริ่มต้นด้วยการก้าวยาวๆ ก้าวขาขวาขึ้นสเต็ป เหยียดแขนซ้าย ออกไปข้างหน้า แขนขวาวงไว้ขางลำตัวแล้วสลับข้าง ทำอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยๆช้าลง

2. ตรวจดูการรับประทานโปรตีนของคุณ ควรให้มีอาหารประเภทเนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ถั่วแห้ง ไข่ และถั่วลิสง 2-3 ชนิด ต่อวัน เนื้อหรือไก่ไร ้หนัง 2-3 ออนซ์ ปลาเนื้อขาว ไม่ทอด 4-5 ออนซ์ ไข่ 2 ฟอง สุกปานกลาง เนย 11/2 ออนซ์

3. การรักษาด้วยกระแสน้ำ ในการอาบน้ำของแต่ละวัน ให้น้ำอุ่นกรทบ ตัวโดยเร็ว แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นสัก 20 วินาที กลับไปเป็นน้ำอุ่นอีกสัก 1-2 นาที จบด้วยการอาบน้ำเย็น เริ่มให้น้ำฉีดไปบนบริเวณหน้า เรื่อง ลงไป ยังบริเวณแขนและขา รวมทั้งบริเวณหน้าอกและท้อง จบด้วย ส่วนหลัง ของคุณ เพื่อเป็นการนวดตัวด้วยกระแสน้ำ แล้วเช็ดตัว ให้แห้ง ก่อนคลานขึ้นเตียง นอนพักสัก 20 นาที เป็นการพักฟื้น


อาทิตย์ที่ 10

1. ปรับปรุงการออกกำลังกายของคุณให้ดีขึ้น โดยำสม่ำเสมอทุกวัน เป็นประจำ แยกเท้าออกจากกันให้กว้างพอประมาณ โดยยืนอยู่ด้าน หลังก้าวอี้ มือขวาจับพนักเก้าอี้ไว้เป็นการพยุงตัว ใช้มือซ้ายแตะไว้ ตรงต้นคอ งอข้อศอกให้อยู่ระดับหลัง เอียงตัวไปทางซ้ายพร้อมงอเข่า บิดตัวลงให้ ข้อศอกแตะเข่าด้านหน้า แล้วกลับมายืนในท่าเดิม เริ่มทำใหม่ แต่ตอนนี้บิดและเอียงตัวลงให้ข้อศอกแตะเข่าขวาด้านหน้า จึงกลับไป ทำอีกข้าง ทำข้างละ 20 ครั้งเป็นการบริหารเอว

2. อาทิตย์นี้ลงมือทำเล็บมือและเล็บเท้า พร้อมทั้งแต้มสีสันลงไปบนเล็บ ซะให้สวยบาดใจไปเลย

3. ขัดตัวด้วยเกลือ โดยเอาเกลือทะเลผสมกับน้ำมันโอลีฟนวด ไปบนตัวที่ยังชื้น อยู่แล้วค่อยล้างออก


อาทิตย์ที่ 11

1. สำหรับสุขภาพผิวที่เปล่งปลั่งหลังจากที่เราได้ทะนุบำรุงดูแล มาจนถึง อาทิตย์ นี้แล้ว เรามาเริ่มแต่งหน้ากันสักหน่อย จะดีกว่า ใช้รองพื้นสี ที่เป็นธรรมชาติ เข้ากับสีผิว หรือจะใช้สีแทนสักหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไม่ ชอบสีแทนก็ให้ใช้ สีขาวกว่าผิวก็ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มความผุดผ่อง เป็นยองใย

2. บางครั้งอาจจะทดลองแต่งให้เข้ากับฤดูร้อน สิ่งจำเป็นที่สุด ตัวครีมรองพื้น ควรจะมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ผสมอยู่ให้มากหน่อย เพื่อทำให้ผิวคุณดู สดใส ปัดแก้มเบาๆ ปัดมาสคารา ทาลิปมันและลิปสติก

3. สีอ่อนๆให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คุณก็จะดูเป็นคนสวยที่มีสุขภาพดี
ควรจะเล่นกีฬานะคะ อาจะไปเรียนตีเทนนิส หรือไปร่วมเล่นซอฟท์บอล กับเขาในสวนสาธารณะก็ได้



อาทิตย์ที่ 12

1. จัดเตรียมชุดว่ายน้ำ จะวันพีซหรือทูพีซก็ได้แล้วแต่ตามใจชอบ แต่อย่าลืมแว็กซ์ขนบริเวณขอบบิกินี่ด้วยล่ะ ตามร้านเสริมสวยเขา ก็มีบริการ

2. ปกป้องแสดงแดดด้วยครีมกันแดด ใช้ครีมที่มีสาร SPF คุณสามารถมี ผิวสีแทนได้ แต่อย่าไหม้ ที่จริงแล้วก็มีครีมหลายตัวสำหรับกันแดด คุณเลือกหาเอาเองก็แล้วกัน

3. สวยเห็นผล

ขอบคุณที่มาของบทความ สูตรลดน้ำหนักใน 3 เดือน อรนภา กฤษฎี

วิธีการสลายไขมัน อย่างถูกต้อง


คนส่วนใหญ่ ยอมรับว่า การออกกำลังการ ร่วมกับการรับประทานอาหาร ที่มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จะเป็นสูตรสำเร็จ ของการรักษาสุขภาพที่ดี

การออกกำลังกาย มีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการควบคุมน้ำหนัก เพราะพลังงาน ที่เราใช้ในช่วงปกติ เป็นผลจากการทำงานของ กล้ามเนื้อต่างๆ ทั้งยังมีแนวโนัมว่า กล้ามเนื้อเราจะอ่อนล้าหย่อนยาน และมีการสะสมมากขึ้น ของไขมันเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของเรา ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ เราจึงยังสามารถรักษา หรือ ควบคุมได้ด้วย
การออกกำลังกาย ร่วมกับ การรับประทานอาหารไฟเบอร์สูง ไขมันต่ำ จะเป็นสูตรสำเร็จ ที่น่าจะได้ผลดีในทางทฤษฎี แต่ก็พบว่าในทางหฏิบัติ มีความแตกต่างไป ทั้งนี้เป็นเพราะการดำเนินชีวิต และความสะดวก ในการบริโภคประจำวัน มีส่วนเบี่ยงเบน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การที่มีคอมพิวเตอร์ กระเป๋าหิ้ว ทำให้ต้องเดินน้อยลง ในระหว่างการทำงาน แม้ว่าพยายามชดเชยด้วยการรับประทานอาหารกลางวัน ที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่ก็ยังไม่ช่วยสมดุลมากนัก และน้ำหนักก็ยังกลับเพิ่มขึ้นอีก หลายเท่าตัว
การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะพบได้ว่า การบริโภคอาหารไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จะช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย แม้ในคนปกติ เหตุผลเป็นเพราะ เราทำให้เกิดสมดุล ระหว่างความรู้สึกถึงใจ กับความอิ่มท้อง เป้นที่รู้กันว่า เราสามารถจะบริโภคไขมันมากเกินความต้องการ ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกอิ่มเสียอีก และโดยเฉพาะเมื่อทราบว่า ไขมันมีแคลอรี่สูงกว่า คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ถึง 2-3 เท่า การรับประทานอาหาร ที่มีไฟเบอร์สูง ไขมันต่ำ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้อิ่มอย่างได้สมดุล แต่ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิด มะเร็งหลายชนิดด้วย


ขั้นตอน การย่อยสลายไขมัน

1.การย่อยสลายอาหาร ให้แตกตัวในกระเพาะอาหาร

2.การย่อยด้วยน้ำย่อยไขมัน (lipolysis) ให้กลายเป็น กรดไขมันที่เล็กลง (Free Fatty Acid) และเบตาโมโนกลีเซอไรด์ (b-MGs)

3.การจับตัวกับน้ำดีกลายเป็น อนูเล็กๆ ของไขมัน ที่ละลายน้ำ และพร้อมจะถูกดูดซึม ได้ดี

4.การดูดซึมผ่านผนังลำไส้

ดังนั้นหากเราสามารถ จัดการกับไขมันได้ก่อน ที่มันจะถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และทรมานน้อยกว่าอย่างมาก สิ่งที่เราต้องการที่แทัจริงแล้วคือ สิ่งที่สามารถป้องกัน ยับยั้งการดูดซึมของไขมัน

โชคดี ที่การวิจัยชั้นเยี่ยมในเรื่องของการลดน้ำหนัก ได้ช่วยให้เราค้นพบว่า การเสริมด้วยโภชนาการ หรืออาหารเสริมบางชนิด จะช่วยยับยั้งการได้รับไขมันเพิ่มขึ้น และเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย สำหรับคนที่กำลังไม่สบาย จากความไม่สมดุลของไขในในร่างกาย หรือภาวะที่ร่างกายสะสมไขมัน มากกว่าที่นำไปใช้ มันมักจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทีเดียว ที่จะต้องพยายามป้องกันรักษาสุขภาพของเส้นเลือดและหัวใจ

ส่วนใหญ่การลดน้ำหนัก มักมุ่งไปที่ การพยายามแก้ปัญหา หลังจากที่มีการสะสมไขมันเข้าไปแล้ว แม้จะทราบว่า อาหารใดที่มีไขมันมาก เราก็ยังอดไม่ได้ที่จะรับประทาน และ ก็ต้องมาพยายามหาวิธี ขจัดไขมันออกในภายหลัง

อันที่จริงแล้ว คำกล่าวที่ว่า "An ounce of prevention is worth a pound of cure" หรือ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างยิ่ง มันจะง่ายกว่ามาก หากมีวิธีป้องกัน ไม่ให้ไขมัน เข้าไปสะสมในร่างกาย ง่ายและปลอดภัย กว่าการที่จะพยายามมาขจัดออกในภายหลัง

แหล่งที่มา doctor san

สูตรน้ำสลัด ลดน้ำหนักเกินคาด

น้ำสลัดผัก ลดน้ำหนักเกินคาด

คุณละมัย ฉันทอุไร จาก จ.สงขลา เขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังว่า "ดิฉันได้คิดสูตรน้ำสลัดขึ้นมาเอง เหมาะกับคนที่มีไขมันสูง ทำได้ง่ายๆ อร่อยด้วย เครื่องปรุงมีซีอิ๊วขาว น้ำผึ้งรวง ฟักทองนึ่ง งาดำป่น พริกไทยป่น น้ำมะนาว น้ำมันข้าวโพด(นิดหน่อย) นมข้น(นิดหน่อย)

วิธีทำ น้ำสลัด ดีแล้วชิมรสตามต้องการ เก็บไว้ในตู้เย็น ทานกับผักต่างๆ ได้ 2-3 วัน ข้อควรระวังน้ำมะนาวอย่าใส่มากนัก ชิมดูก่อฟักทองนึ่งใช้แต่เนื้อ นำเครื่องปรุงทั้งหมดรวมกัน ปั่นด้วยเครื่องปั่นประมาณ 3 นาที เข้ากันนแล้วค่อยเติม และถ้าไม่มีน้ำมันข้าวโพด จะใช้น้ำมันองุ่นก็ได้ แต่ไม่ควรใช้มากเพราะเป็นน้ำสลัดเพื่อลดไขมัน"

การที่ผู้หญิงรักสวยรักงามอยากผอมเหมือนนางแบบก็ทำให้ธุรกิจพวกนี้เฟื่อง โดยเฉพาะบรรดาสถานเสริมความงามต่างๆ คอร์สหนึ่งเป็นพันเป็นหมื่นบางคอร์สเหยียบแสน ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง หลายแห่งใช้ดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์

แต่เท่าที่สอบถามผู้รู้และคุณหมอต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าวิธีที่ดีที่สุดที่ไม่ต้องไปเสียเงินมากมายก่ายกอง คือต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้พอดี อย่ามากเกินความต้องการของร่างกาย และเลือกอาหารที่ให้แคลอรี่ต่ำ อย่าทานของหวานของจุกจิก และอย่าไปทานยาลดความอ้วนเด็ดขาด

ท่านใดมีข้อมูลมีสูตรหรือมีคำแนะนำดีๆ ช่วยเขียนหรือเมล์มาบอกกล่าวกันบ้าง และทางเราจะจัดหาของสมนาคุณที่ท่านจะใช้ประโยชน์ได้ไว้ตอบแทน ช่วงปีนี้มีโอกาสไปงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายครั้ง สังเกตได้ว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่จ้างบริษัทประชาสัมพันธ์มาทำพี.อาร์.ให้มักใช้สถานที่ตามร้านกาแฟใหญ่ๆ ในอาคารชื่อดังกลางใจเมือง หรือบางแห่งก็จัดในห้างสรรพสินค้าเลย สอบถามดูทางบริษัทที่รับทำพี.อาร์.บอกเป็นการประหยัดงบฯ และให้บรรยากาศที่เป็นกันเอง

ซึ่งถ้าไปจัดที่โรงแรมเหมือนแต่ก่อนราคาค่าห้องและค่าบริการอื่นๆ แพงมากกว่านี้ แถมพอหมดเวลาก็ต้องรีบออกเพราะจะมีคนมาใช้ห้องต่อเท่าที่จัดมาปรากฏว่าทั้งนักข่าวและผู้ให้ข่าวแฮปปี้กันเป็นแถวๆ เพราะเดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเขาพัฒนาไปมาก มีมุมเก๋ๆ และยังมีอาหารว่างให้เลือกมากมาย เรียกว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของยุคนี้

ต้องขอขอบคุณ "คุณละมัย" เป็นที่สุด เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านที่เข้าขั้น "อ้วน" และอยากหุ่นดี คงจะนำสูตรนี้ไปลองทำดู
แหล่งที่มา » หนังสือพิมพ์มติชน

สิว เป็นเรื่องธรรมชาติ จริงๆ

สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ ของวัยรุ่น

สุขภาพทางเพศของวัยรุ่นนับเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอนามัยการเจริญพันธุ์
สุขภาพทางเพศวัยรุ่นมีหลายประการ ดังนี้
สิว แม้ว่าสิวจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นกับวัยรุ่น แต่ก็ทำให้วัยรุ่นวิตกกังวล
ไม่มากก็น้อย สิวมักเกิดขึ้นบนใบหน้า วัยรุ่นจะสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตาของตนเองมาก
เมื่อวัยรุ่นมีสิวบนใบหน้าก็ย่อมวิตกกังวลเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้ต้องหาวิธีรักษาและป้องกัน
ไม่ให้เป็นปัญหาดังกล่าว การที่สิวมักเกิดขึ้นกับวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่น ๆ


เนื่องจากร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนและต่อมไขมันทำงานมากกว่าวัยอื่น ๆ นอกจากสิว
จะเกิดขึ้นบนใบหน้าแล้วยังอาจเกิดขึ้นที่หน้าอก แผ่นหลัง และต้นแขนอีกด้วย แต่ก็
เป็นส่วนน้อยมาก


สาเหตุของการเกิดสิว สิวเกิดจากการอุดตันของท่อไขมันใต้ผิวหนังและรูขุมขน
ที่มีอยู่มากมายตามร่างกาย ต่อมไขมันจะทำหน้าที่ผลิตของเหลวที่มีลักษณะเป็นไขมัน
เรียกว่า ซีบัม
ซีบัม ซึ่งปกติซีบัมนี้จะถูกระบายมาทางรูขุมขน แต่ถ้าท่อไขมันซึ่งอยู่ใต้ผิวหนังรู
ขุมขน มีอาการอุดตันเกิดขึ้น ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังและในรูขุมขน
แล้วโผล่ผิวหนังขึ้นมาจนกลายเป็นหัวสิว ถ้าเกิดการอักเสบหัวสิวจะมีสีแดงและมีอาการเจ็บ
ที่หัวสิว แต่ไม่อักเสบก็จะเป็นหัวสิวธรรมดามองเห็นได้ชัดเจนแต่ไม่เจ็บ


การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดสิวและเมื่อเกิดสิว มีดังนี้

1. ล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ ในเวลาเช้าและก่อนเข้านอน ส่วนเวลากลางวันถ้า
ใบหน้ามีไขมันมากควรล้างอีกครั้งหนึ่ง
2. พักผ่อนให้เพียงพอ หางานอดิเรกและกิจกรรมนันทนาการทำในยามว่าง เพื่อให้
มีจิตใจสบาย ร่าเริง แจ่มใส ไม่เครียด
3. ถ้าจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางควรใช้เครื่องสำอางที่มีน้ำมันต่ำ อาจใช้เครื่องสำอาง
ประเภทสมุนไพรก็ได้เพราะจะไม่มีน้ำมัน
4. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดหน้า ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าซ้ำเป็นเวลานานและไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น
5. รักษาความสะอาดของผิวหนังให้ดีโดยเฉพาะใบหน้า อย่าปล่อยให้ใบหน้าสกปรก
6. ถ้ามือไม่สะอาดไม่ควรให้ไปสัมผัสบริเวณใบหน้า
ขอบคุณที่มาของบทความ สิว เป็นเรื่องธรรมชาติ

แก้ไข สิวอุดตัน

แก้ปัญหา สิวอุดตัน


สิวอุดตัน (Non inflammatory ance หรือ Comedone ) เป็นประเภทของสิวที่พบได้บ่อย มากกว่า 70 %ของปัญหาสิว ซึ่งพบได้ทุกกลุ่ม อายุ ทุกเพศแต่ส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว เกิดได้บ่อยบริเวณใบหน้า ลำคอ และลำตัว(โดยเฉพาะที่หลัง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมัน Sebaceous gland จำนวนมาก

สาเหตุการเกิดสิวอุดตัน

1. ต่อมไขมัน Sebaceous สร้างไขมันมากเกินไป โดยอาจเกิดจากสาเหตุฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน ชนิด Testosterone ซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตและการสร้างไขมัน( Sebum) สูงมากกว่าปกติแล้วไขมันเกิดจากอุดตันในท่อไขมันที่ระบายไขมัน ออกสู่ผิวหนังด้านนอก อันนำมาซึ่งปัญหาสิวอุดตัน

2. ปัญหาผิวแพ้ง่าย( Sensitive skin) มักพบเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้บ่อยเช่นกัน

3. ความผิดปกติของการลอกผิวในท่อขุมขนเอง( follicular lumen) แล้วทำให้เกิดการอุดตัน

4. สิวจากเครื่องสำอาง( Acne cosmetica) มักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางบางชนิด แล้วเกิดอาการแพ้

5. สิวจากสเตียรอยด์ มักเกิดในผู้ที่ใช้ครีมทาที่ผสมสเตียรอยด์ ในการรักษาผิวแพ้ หรือรับประทานยา Prednislone เป็นประจำ เช่นผู้ป่วยโรคไต Nephrotic syndrome หรือ SLE

6. ความเครียด

7. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ในภาวะใกล้หรือหมดประจำเดือน


ประเภทของสิวอุดตัน ที่ค้นพบบ่อยที่สุด

ประเภทของสิวอุดตัน(สิวไม่อักเสบ) แบ่งเป็น

1. สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด

2. สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด

3.สิวสเตียรอยด์

ผลข้างเคียงจากการเกิดสิวอุดตัน มักเกิดจากการพยายามแกะ แคะ บีบเพื่อให้สิวอุดตันหลุด และขาดความชำนาญในการกดสิว มักพบได้บ่อยคือ

1. รอยดำจากสิว

2. รอยหลุมจากสิว หรือ Icepick-scar

3. สิวอุดตันเกิดมากขึ้น เนื่องจากการกดหรือบีบแล้วทำให้ท่อไขมันบริเวณข้างเคียงเกิดอุดตัน จากการบาดเจ็บ( trauma)


สิวหัวดำ

การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน

แนวทางการปฏิบัติสำหรับการป้องกันการเกิดสิวอุดตัน มีหลักการคือ พยายามอย่าให้ผิวมัน และการกระทบกระเทือนต่อท่อหรือต่อมไขมัน ดังนี้

1.ผลิตภํณฑ์ล้างหน้า เช่น สบู่ เจล โฟม ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวมันและมีตัวยาป้องกันการเกิดสิว

2. เครื่องสำอาง ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม สารดีเทอร์เจ้นท์

3. หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้า หรือ นวดหน้าแรงๆ

4. หน้ามันมาก อาจต้องใช้โลชั่นเช็ดหน้า หรือใช้ยารับประทานกลุ่ม Retionoids หรือ ยาคุมกำเนิดกลุ่ม Dian-35 เพื่อลดหน้ามัน

5. เลือกครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 เพื่อป้องกันความมันของเนื้อครีม

6. ครีมบำรุง เลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำมัน และไม่ควรมัน ไม่มีฮอร์โมนผสมในครีมบำรุง

7. ครีมแก้แพ้ หรือ สบู่ล้างหน้าสำหรับผิวแพ้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวแพ้ง่าย( Sensitive skin)

8. งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน ไอสครีม

9. พักผ่อนให้เพียงพอ

10. ไม่เครียด

11. ห้ามกด หรือ บีบสิวเอง กรณีที่เกิดสิว


การรักษาสิวอุดตัน

1. ครีมทาสิวอุดตัน กลุ่ม Tretinoin( Retin-A) เป็นยาที่เหมาะสมและใช้กันแพร่หลาย มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.025-0.1% อาจอยู่ในรูปของครีม เจล หรือน้ำ โดยพบว่ายิ่งความเข้มข้นสูงยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดี แต่ก็จะระคายเคืองผิวหน้า และทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุยถ้าความเข้มข้นสูง แต่การละลายเคืองอาจน้อยลง ถ้าล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที

2. ยารับประทานกลุ่ม retinoids เช่น Roaccutane,Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมัน และละลายสิวอุดตันได้ดี ทั้งที่ใบหน้าและสิวตามลำตัว

3. ยาลอกขุย (Keratolytic agents) และยาทำให้ผิวแห้ง เช่น Salicylic acid,Resorcinol,Sulphur,Aluminium oxide มักช่วยลอกขุย และทำให้สิวแห้งและหลุดออกมักใช้เป็นส่วนผสมของแป้งน้ำทาสิว( acne lotions)

4. การกดสิวอุดตัน ควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น

5. การทำ Peeling ด้วย 30-50% TCA,PHA จะช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลงผนังสิวบางลง ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัว และหลุดออกได้ง่าย

6. การทำ Iontophresis มักใช้ร่วมกับยากลุ่ม Tretionoin เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่า การทายาปกติ

ที่มาของบทความ เรื่องสิวอุดตัน http://pha.narak.com/topic.php?No=09339